จิตวิทยานิเวศ: 5 เคล็ดลับเปลี่ยนใจคุณ กู้โลกเราให้พ้นวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

webmaster

생태 심리학과 기후 변화 대응 전략 - A young Thai woman, dressed in a light, comfortable t-shirt and shorts, stands on a sun-drenched bal...

ช่วงนี้รู้สึกเหมือนอากาศจะร้อนขึ้นทุกวันเลยนะคะ หลายคนอาจจะแค่รู้สึกหงุดหงิด หรือบางครั้งก็แอบกังวลใจลึกๆ กับข่าวสิ่งแวดล้อมที่ได้ยินบ่อยขึ้น ใช่ไหมคะ?

생태 심리학과 기후 변화 대응 전략 관련 이미지 1

ยุ้ยเองก็เป็นค่ะ! แต่รู้ไหมคะว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อใจเราอย่างคาดไม่ถึง จนเกิดเป็นภาวะ “Climate Anxiety” หรือความเครียดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป วันนี้ยุ้ยเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ ‘จิตวิทยาสิ่งแวดล้อม’ (Eco-psychology) ศาสตร์ที่ช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้ และหาทางรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพราะในยุคที่ “โลกเดือด” ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การดูแลใจไปพร้อมกับการปกป้องโลกจึงสำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ ถ้าพร้อมแล้ว มาหาคำตอบและแนวทางดีๆ ในการดูแลทั้งโลกและใจของเราไปพร้อมกันในบทความนี้เลยนะคะ!

โลกกำลังร้อนขึ้น…แล้วใจเราล่ะเป็นยังไง?

อากาศร้อนจี๋จนพาลให้หงุดหงิดง่ายจริงไหม?

ช่วงนี้ยุ้ยรู้สึกว่าแดดเมืองไทยมันแรงขึ้นทุกวันจริงๆ นะคะ ยิ่งตอนบ่ายๆ เดินออกไปข้างนอกทีไรแทบจะละลาย คือไม่ใช่แค่ร้อนจนเหงื่อท่วมตัวนะคะ แต่มันรู้สึกหงุดหงิดง่ายขึ้นเป็นพิเศษเลยค่ะ บางทีเจอเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็หัวร้อนขึ้นมาซะอย่างนั้น ไม่รู้ว่าเพื่อนๆ เป็นเหมือนยุ้ยกันบ้างไหม พออากาศมันไม่สบายตัว จิตใจเราก็พลอยไม่สบายตามไปด้วย ยุ้ยเองก็เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนขี้ร้อน แต่พอได้มาศึกษาเรื่อง Eco-psychology หรือจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมนี่แหละค่ะ ถึงได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วอุณหภูมิที่สูงขึ้นหรือสภาพอากาศที่แปรปรวน มันส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจของเราอย่างไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ไม่ใช่แค่เรื่องกายภาพแล้ว แต่มันเชื่อมโยงลึกไปถึงความรู้สึกภายในของเราด้วย ลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่าช่วงที่อากาศร้อนจัดๆ เรามีอารมณ์แปรปรวนง่ายกว่าปกติไหม ยุ้ยว่าหลายคนน่าจะพยักหน้าเห็นด้วยแน่ๆ เพราะมันเป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติที่ร่างกายและจิตใจเรากำลังพยายามปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนี่แหละค่ะ

เมื่อความกังวลเรื่องโลกผุดขึ้นมาในใจโดยไม่รู้ตัว

นอกจากเรื่องความหงุดหงิดที่เจอทุกวันแล้ว ยุ้ยว่าช่วงหลังๆ มานี้ ข่าวเรื่องโลกร้อน ภาวะเรือนกระจก หรือภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก็ทำให้เราอดคิดไม่ได้ใช่ไหมคะ บางทีเห็นข่าวไฟป่าในต่างประเทศ น้ำท่วมหนักในหลายจังหวัดของบ้านเรา หรือแม้แต่เรื่องฝุ่น PM2.5 ที่วนกลับมาเป็นประจำทุกปี มันก็ทำให้เราแอบมีความกังวลใจลึกๆ ในใจค่ะ เหมือนมีอะไรบางอย่างมากระทบความรู้สึกข้างในที่เราไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ง่ายๆ ยุ้ยจำได้ว่าเคยดูสารคดีเกี่ยวกับการละลายของธารน้ำแข็งแล้วรู้สึกใจหายมาก ภาพหมีขั้วโลกที่ต้องดิ้นรนหาที่อยู่ มันติดตาและทำให้ยุ้ยคิดถึงอนาคตของโลกใบนี้ และแน่นอนว่ามันกระทบมาถึงความรู้สึกส่วนตัวของเราด้วย ความรู้สึกเหล่านี้แหละค่ะ ที่เรียกว่า “Climate Anxiety” หรือความเครียดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป มันไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่มันกำลังกัดกินใจเราจากข้างใน เป็นความรู้สึกที่คนยุคนี้เผชิญอยู่โดยไม่รู้ตัวเยอะมากค่ะ เราไม่ได้คิดไปเองนะ เพื่อนๆ ไม่ได้โดดเดี่ยวในความรู้สึกนี้เลย

ทำความรู้จัก “จิตวิทยาสิ่งแวดล้อม” เพื่อนใหม่ที่เข้าใจใจเรา

ศาสตร์ที่เชื่อมโยงเรากับโลกใบนี้

ฟังดูอาจจะใหม่สำหรับหลายคนใช่ไหมคะ “จิตวิทยาสิ่งแวดล้อม” หรือ Eco-psychology ไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิจัยหรือนักวิชาการที่ไหน แต่เป็นศาสตร์ที่พยายามทำความเข้าใจความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับโลกธรรมชาติรอบตัวเราค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าทำไมเวลาที่เราไปเที่ยวทะเลหรือเดินป่าถึงรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข หรือเวลาที่เราต้องอยู่ในเมืองที่แออัด มีแต่ตึกสูงๆ อากาศไม่ถ่ายเท เราถึงรู้สึกอึดอัดและเครียดง่ายกว่าปกติ นั่นแหละค่ะคือสิ่งที่จิตวิทยาสิ่งแวดล้อมพยายามจะอธิบาย ยุ้ยเองก็เพิ่งมารู้ว่าการที่เราได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นต้นไม้ใบหญ้า ได้ยินเสียงนกร้อง หรือแม้แต่การได้สัมผัสผิวดิน มันช่วยเยียวยาจิตใจและลดความเครียดได้จริง ๆ นะคะ มันเหมือนกับว่าธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตของเรา เราถูกสร้างมาให้เชื่อมโยงกับมัน แต่ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ เรากลับละเลยความสัมพันธ์นี้ไปโดยไม่รู้ตัว ศาสตร์นี้จะช่วยให้เรากลับมาทำความเข้าใจตัวเองในบริบทของสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง และหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับโลกใบนี้อย่างมีความสุขทั้งกายและใจค่ะ

เข้าใจความรู้สึกตัวเองมากขึ้นผ่านธรรมชาติ

ยุ้ยเคยลองสังเกตตัวเองดูค่ะ เวลาที่รู้สึกไม่สบายใจหรือคิดอะไรไม่ออก แค่ได้ออกไปนั่งริมน้ำที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือเดินเล่นใต้ต้นไม้ใหญ่ๆ สักพัก ความรู้สึกวุ่นวายในใจมันก็ค่อยๆ สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์เลยนะคะ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องมโนไปเองค่ะ แต่เป็นผลลัพธ์ที่จิตวิทยาสิ่งแวดล้อมพยายามอธิบายว่าธรรมชาติมีพลังในการบำบัด เยียวยา และช่วยให้เราทบทวนความคิดความรู้สึกภายในตัวเองได้ดีขึ้น การที่เราได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ มันช่วยให้เราได้ปลดปล่อยความตึงเครียด ได้ห่างไกลจากสิ่งกระตุ้นความกังวลในชีวิตประจำวัน และได้กลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การได้สังเกตวัฏจักรของธรรมชาติ การเติบโตของพืชพรรณ หรือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล มันยังช่วยให้เราเข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิต และเรียนรู้ที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดีขึ้นด้วยค่ะ ยุ้ยเชื่อว่าถ้าเราลองเปิดใจให้ธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราให้มากขึ้น เราจะค้นพบว่ามันเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะช่วยประคับประคองใจเราในยามที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายเลยค่ะ

Advertisement

อาการแบบนี้…ใช่ “Climate Anxiety” หรือเปล่านะ?

สัญญาณเตือนที่ใจเราส่งออกมา

หลายคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าความรู้สึกกังวลที่ตัวเองมีอยู่มันคือ Climate Anxiety รึเปล่านะ? ยุ้ยอยากให้เพื่อนๆ ลองสังเกตสัญญาณเหล่านี้ดูค่ะ เช่น รู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลผิดปกติเวลาที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกร้อน น้ำท่วม พายุ หรือมลพิษต่างๆ จนบางครั้งอาจรู้สึกหมดหวัง หดหู่ หรือแม้กระทั่งโกรธแค้นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยุ้ยเคยมีเพื่อนคนนึงถึงขั้นบอกว่าไม่อยากมีลูกเลยค่ะ เพราะกังวลว่าลูกจะต้องมาเจอโลกที่แย่ลงเรื่อยๆ นี่ก็เป็นหนึ่งในอาการที่ชัดเจนมากๆ เลยนะคะ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่น นอนไม่หลับ ปวดหัวบ่อยๆ รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง หรือมีปัญหาเรื่องการกินอาหาร อาการเหล่านี้มันเชื่อมโยงกับความเครียดสะสมที่เราได้รับจากการรับรู้ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมค่ะ บางคนอาจจะรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรมากพอเพื่อโลก หรือรู้สึกไร้พลังที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มันกัดกินใจเราได้มากกว่าที่คิดนะคะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความเห็นใจต่อโลก แต่เป็นความเครียดส่วนบุคคลที่ต้องได้รับการดูแลและทำความเข้าใจค่ะ

ประสบการณ์ตรงที่ยุ้ยก็เคยเจอ!

ยุ้ยเองก็เคยอยู่ในช่วงที่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังเผชิญกับ Climate Anxiety โดยไม่รู้ตัวค่ะ ตอนนั้นข่าวฝุ่น PM2.5 ที่ปกคลุมกรุงเทพฯ มันแย่มากๆ จนยุ้ยรู้สึกหายใจไม่ออก ไม่ใช่แค่ทางร่างกายนะคะ แต่ทางใจมันก็อึดอัดมาก มองไปทางไหนก็เจอแต่หมอกควันสีเทาๆ ยุ้ยรู้สึกหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ นอนหลับยากขึ้น และรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าการใส่หน้ากากอนามัย ตอนนั้นยุ้ยรู้สึกเหมือนตัวเองไร้พลังมากๆ เลยค่ะ จนกระทั่งได้มาอ่านบทความเกี่ยวกับภาวะนี้ถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่ยุ้ยกำลังเผชิญอยู่มันมีชื่อเรียกนะ ไม่ใช่แค่ยุ้ยคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ มันเหมือนกับการได้ปลดล็อกความรู้สึกที่เก็บกดไว้นานเลยค่ะ การได้รู้ว่าคนอื่นๆ ก็รู้สึกแบบเดียวกันมันช่วยให้ยุ้ยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และเริ่มที่จะหาวิธีรับมือกับมันอย่างจริงจังค่ะ ยุ้ยเชื่อว่าการได้รู้จักและยอมรับว่าเรากำลังมีภาวะนี้อยู่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดเลยนะคะ อย่าเก็บความรู้สึกเหล่านี้ไว้คนเดียวนะคะ มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรเลย

จากความกังวล สู่พลังสร้างสรรค์: เราจะเปลี่ยนใจได้อย่างไร?

ปรับมุมมอง สร้างแรงบันดาลใจ

เมื่อเรารู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือการปรับมุมมองค่ะ แทนที่จะจมอยู่กับความรู้สึกหมดหวัง ลองเปลี่ยนมันให้เป็นแรงผลักดันดูไหมคะ ยุ้ยเข้าใจว่ามันอาจจะฟังดูยาก แต่เราสามารถเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ได้ค่ะ เช่น การที่เราเห็นข่าวว่ามีคนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาทำกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเล็กๆ ในชุมชน หรือการที่แบรนด์สินค้าต่างๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น ข่าวดีเหล่านี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ค่ะ มันแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว และยังมีอีกหลายคนที่กำลังต่อสู้เพื่อสิ่งเดียวกัน การได้เห็นความพยายามและความสำเร็จของคนอื่นๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็สามารถจุดประกายความหวังในใจเราได้นะคะ พยายามเลือกเสพข่าวสารอย่างมีสติ ไม่ใช่การหลีกหนีปัญหา แต่เป็นการเลือกรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ เพื่อไม่ให้ความกังวลกัดกินใจเราจนหมดกำลังใจค่ะ การที่เรามีความหวังและเชื่อมั่นว่าทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ นี่แหละค่ะที่จะเป็นพลังให้เราเดินหน้าต่อไป

ลงมือทำเล็กๆ สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่

บางครั้งความกังวลก็เกิดจากการที่เราคิดว่าปัญหาโลกร้อนมันใหญ่เกินกว่าที่เราจะทำอะไรได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยนะคะ การลงมือทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละค่ะที่สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ ยุ้ยอยากชวนเพื่อนๆ ลองมาดูตารางง่ายๆ ที่ยุ้ยรวบรวมมาให้ ซึ่งเป็นวิธีที่เราสามารถทำได้จริง และช่วยลด Climate Anxiety ไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ

วิธีรับมือกับ Climate Anxiety ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ทำไมถึงช่วยได้
ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (ถุง ช้อนส้อม แก้ว) ลดปริมาณขยะ ช่วยลดการผลิตใหม่ และรู้สึกมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม
ประหยัดพลังงาน (ปิดไฟ ถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้, ใช้ขนส่งสาธารณะ) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดค่าใช้จ่ายในบ้าน รู้สึกถึงความรับผิดชอบ
ปลูกต้นไม้เล็กๆ ในบ้านหรือระเบียง เพิ่มพื้นที่สีเขียวในชีวิตประจำวัน สร้างความสดชื่น ลดความร้อน และบำบัดจิตใจ
บริโภคอาหารอย่างยั่งยืน (เลือกซื้อผักผลไม้ตามฤดูกาล, ลดเนื้อสัตว์บางมื้อ) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคปศุสัตว์ และสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น
ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น (เดินเล่นในสวน, ฟังเสียงนก) ช่วยผ่อนคลายความเครียด เชื่อมโยงกับโลกธรรมชาติ และเติมพลังบวกให้จิตใจ

การได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหน มันก็ช่วยลดความรู้สึกไร้พลังและเพิ่มความรู้สึกมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ยุ้ยเองก็เริ่มจากการพกถุงผ้า พกแก้วส่วนตัวไปซื้อกาแฟ และลองปลูกต้นไม้เล็กๆ ในคอนโด พอได้ทำแล้วรู้สึกดีกับตัวเองมากๆ เลยนะคะ มันเหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ผู้รับสารที่กังวลอยู่เฉยๆ ค่ะ

Advertisement

เชื่อมโยงกับธรรมชาติบำบัด: แค่เดินเล่นก็ช่วยได้จริงเหรอ?

พลังวิเศษจากสีเขียวและความสงบ

ยุ้ยอยากชวนเพื่อนๆ ลองกลับไปหา ‘เพื่อนเก่า’ ที่แสนดีของเราดูค่ะ นั่นก็คือธรรมชาติรอบตัวเรานี่แหละค่ะ หลายคนอาจจะคิดว่าในเมืองใหญ่ๆ จะหาธรรมชาติที่ไหนได้ จริงๆ แล้วเราสามารถหาได้จากสิ่งใกล้ตัวเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะในเมือง สนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้าน หรือแม้แต่กระถางต้นไม้บนระเบียงคอนโด การได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเป็นการเดินทางไกลไปพักผ่อนเสมอไปค่ะ แค่ได้ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะตอนเย็นๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ มองดูต้นไม้สีเขียวชอุ่ม ฟังเสียงนกร้อง หรือแม้แต่สัมผัสกับสายลมที่พัดผ่านตัวเบาๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีพลังในการบำบัดจิตใจของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ยุ้ยเคยมีวันที่ทำงานหนักจนรู้สึกสมองตื้อไปหมด พอได้เดินเล่นในสวนหลังบ้านสัก 15 นาที ความคิดที่เคยติดขัดก็เหมือนจะไหลลื่นขึ้นมาเอง ความรู้สึกตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ สีเขียวของต้นไม้มีผลต่อจิตใจ ช่วยให้เราสงบและรู้สึกสบายตา เสียงน้ำไหล เสียงใบไม้ไหวก็ช่วยให้เรามีสมาธิและปล่อยวางจากสิ่งรบกวนได้ง่ายขึ้นค่ะ

กิจกรรมง่ายๆ ที่คืนความสดชื่นให้ชีวิต

ไม่ต้องไปถึงป่าลึกหรือทะเลอันดามันก็ได้ค่ะ แค่กิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละค่ะที่ช่วยเชื่อมโยงเรากับธรรมชาติและคืนความสดชื่นให้ชีวิตได้ เช่น การจัดสวนเล็กๆ บนระเบียง ปลูกผักสวนครัวง่ายๆ อย่างพริก มะนาว หรือโหระพา พอได้เห็นต้นไม้ที่เราปลูกเองเติบโตออกดอกออกผล มันเป็นความสุขเล็กๆ ที่ช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีมากๆ เลยค่ะ หรือถ้าไม่มีพื้นที่ ก็ลองหาเวลาไปเดินเล่นที่สวนเบญจกิติ สวนลุมพินี หรือสวนรถไฟสักครึ่งชั่วโมง การได้เดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้าสัมผัสผิวดินโดยตรง (ถ้าทำได้และมั่นใจว่าปลอดภัย) ก็เป็นการเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งอีกแบบหนึ่งเลยนะคะ บางคนอาจจะชอบกิจกรรมอย่างการไปนั่งวาดรูปในสวน นั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ หรือแม้กระทั่งแค่เปิดหน้าต่างรับลมและแสงแดดยามเช้าพร้อมจิบกาแฟแก้วโปรด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการเปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา ยุ้ยลองมาแล้วและบอกเลยว่ามันช่วยได้จริงๆ ค่ะ ลองเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าธรรมชาติคือยาใจชั้นดีเลย

พลังเล็กๆ ของเรา…สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

จากบ้านสู่ชุมชน: ร่วมมือกันเพื่อโลกที่ดีขึ้น

หลายครั้งที่เรามักจะคิดว่าปัญหาโลกร้อนมันใหญ่เกินตัวเราไปมาก จนบางทีก็รู้สึกท้อใจใช่ไหมคะ ยุ้ยอยากให้กำลังใจว่าพลังเล็กๆ ของเราทุกคนนี่แหละค่ะ ที่เมื่อรวมกันแล้วมันจะกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ลองนึกถึงการเริ่มต้นจากที่บ้านของเราเองก่อนนะคะ เช่น การคัดแยกขยะในครัวเรือนอย่างจริงจัง การลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น หรือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อเราเริ่มทำที่บ้านแล้ว เราก็สามารถขยับขยายไปสู่การมีส่วนร่วมในชุมชนได้ค่ะ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้กับเพื่อนบ้าน การร่วมกันทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ หรือการสนับสนุนตลาดนัดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่นที่ผลิตสินค้าอย่างยั่งยืน การได้เห็นเพื่อนบ้านหรือคนในชุมชนร่วมมือกันทำสิ่งดีๆ เพื่อสิ่งแวดล้อม มันเป็นภาพที่สร้างแรงบันดาลใจและพลังบวกให้ยุ้ยได้มากเลยค่ะ มันแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว และยังมีอีกหลายคนที่มีความตั้งใจเดียวกัน ยิ่งเรามีส่วนร่วมมากเท่าไหร่ ความรู้สึกกังวลใจก็จะลดลง และแทนที่ด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นค่ะ

생태 심리학과 기후 변화 대응 전략 관련 이미지 2

เสียงของเราสำคัญกว่าที่คิด

บางทีเราอาจจะคิดว่าเสียงของเรามันเล็กเกินไปที่จะสร้างความแตกต่างได้ใช่ไหมคะ แต่ยุ้ยอยากบอกว่าไม่ใช่เลยค่ะ เสียงของเราทุกคนมีความสำคัญและสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม การแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์บนโซเชียลมีเดีย หรือการสนับสนุนแคมเปญต่างๆ ที่รณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม การที่เราแสดงจุดยืนและส่งเสียงออกไป มันเป็นการสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้คนอื่นๆ หันมาสนใจปัญหาเหล่านี้มากขึ้นค่ะ ยุ้ยเคยเห็นแคมเปญที่รณรงค์ให้ร้านอาหารงดใช้หลอดพลาสติก ซึ่งเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มเล็กๆ แต่ด้วยพลังของโซเชียลมีเดียและเสียงของผู้บริโภค ทำให้หลายร้านอาหารหันมาปรับตัวและลดการใช้พลาสติกได้จริงๆ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเสียงของเรามีพลังมากแค่ไหนนะคะ อย่าประมาทในพลังของตัวเองค่ะ แค่เรากล้าที่จะพูด กล้าที่จะแสดงออก และกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่เราเชื่อมั่น นั่นก็เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แล้วค่ะ เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ มักจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เสมอ

Advertisement

ดูแลใจในยุคโลกเดือด: สร้างเกราะป้องกันให้ตัวเรา

ปลูกฝังความยืดหยุ่นทางอารมณ์

ในยุคที่โลกเราต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย การดูแลสุขภาพใจของเราให้แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การดูแลโลกเลยนะคะ ยุ้ยว่าเราต้องสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้กับจิตใจของเรา ให้มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Emotional Resilience) ที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นคงค่ะ มันไม่ใช่การหลีกหนีปัญหา แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับความรู้สึกกังวล ความเศร้า หรือความโกรธที่เกิดขึ้น และหาวิธีจัดการกับมันอย่างเหมาะสม ลองให้เวลากับตัวเองในการทบทวนความรู้สึกในแต่ละวันดูนะคะ ยุ้ยชอบเขียนไดอารี่สั้นๆ ค่ะ เพื่อระบายความรู้สึกออกมา หรือบางทีก็แค่พูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวที่เราไว้ใจ การได้ปลดปล่อยความรู้สึกออกมาบ้าง จะช่วยให้เราไม่เก็บกดและจมอยู่กับมันนานเกินไปค่ะ นอกจากนี้ การฝึกสติ ทำสมาธิ หรือโยคะ ก็เป็นวิธีที่ดีในการช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบัน ลดความฟุ้งซ่าน และเพิ่มความสงบให้จิตใจได้ค่ะ การดูแลใจให้ยืดหยุ่น จะช่วยให้เรามองปัญหาต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน และมีพลังที่จะก้าวต่อไปได้อย่างไม่ย่อท้อค่ะ

สร้างสมดุลชีวิตในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง

การสร้างสมดุลในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยค่ะในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแบบนี้ ยุ้ยเชื่อว่าเราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกได้ โดยที่ไม่ต้องแบกรับความกดดันจนตัวเองเครียดเกินไปนะคะ พยายามหาจุดสมดุลระหว่างการรับรู้ข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และการดูแลสุขภาวะทางใจของตัวเองไปพร้อมๆ กันค่ะ อย่าปล่อยให้ความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาครอบงำชีวิตจนเราลืมใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ ลองแบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อน ทำกิจกรรมที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง หรือใช้เวลากับคนที่เรารักดูนะคะ การมีชีวิตที่มีความสุขและเติมเต็มในด้านอื่นๆ จะช่วยให้เรามีพลังกายพลังใจที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้นค่ะ การรักโลกเริ่มต้นจากการรักตัวเองก่อนนะคะ ถ้าเรามีความสุขจากข้างใน เราก็จะสามารถส่งต่อพลังบวกและความตั้งใจดีๆ ให้กับโลกใบนี้ได้อย่างยั่งยืนค่ะ จำไว้นะคะว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้ครั้งนี้ เราทุกคนคือทีมเดียวกันค่ะ!

ปิดท้ายด้วยใจจริง

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หลังจากที่เราได้มาทำความรู้จักกับ “Climate Anxiety” และ “จิตวิทยาสิ่งแวดล้อม” ไปด้วยกัน ยุ้ยหวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจความรู้สึกตัวเองมากขึ้น และรู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในความกังวลเหล่านี้ การได้ยอมรับและทำความเข้าใจคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดเลยนะคะ โลกร้อนขึ้นเป็นเรื่องจริง แต่หัวใจของเราต้องไม่ร้อนตามไปนะคะ ยุ้ยเชื่อว่าพลังเล็กๆ ของเราทุกคนเมื่อรวมกัน จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอค่ะ อย่าลืมดูแลทั้งโลกและหัวใจของตัวเองไปพร้อมๆ กันนะคะ

Advertisement

เกร็ดน่ารู้สำหรับดูแลใจในวันที่โลกเปลี่ยน

ในวันที่โลกของเรากำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งอากาศที่ร้อนขึ้น ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และความไม่แน่นอนต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามา การดูแลสุขภาพใจของเราให้แข็งแรงและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเลยค่ะ ยุ้ยเลยรวบรวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เพื่อเป็นเหมือนเกราะป้องกันใจให้เพื่อนๆ ทุกคนได้มีความสุขและมีพลังบวกในการใช้ชีวิตท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ค่ะ ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าการดูแลใจในยุคโลกเดือดไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดเลย

1. ลองสังเกตความรู้สึกตัวเองในแต่ละวัน: การที่เราได้ให้เวลากับตัวเองในการทบทวนว่าวันนี้เรารู้สึกอย่างไร มีความกังวลใจเรื่องอะไรบ้าง จะช่วยให้เราเข้าใจอารมณ์และจิตใจของตัวเองได้ดีขึ้นค่ะ เมื่อเรารู้จักความรู้สึกเหล่านั้น เราก็จะหาวิธีจัดการกับมันได้อย่างเหมาะสม ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกด้านลบกัดกินใจเราไปเรื่อยๆ ค่ะ

2. ใช้เวลากับธรรมชาติให้มากขึ้น: ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นในสวนสาธารณะ นั่งมองต้นไม้บนระเบียงห้อง หรือแม้แต่แค่เปิดหน้าต่างรับลมและแสงแดดยามเช้า การได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติจะช่วยบำบัดจิตใจ ลดความเครียด และเติมพลังบวกให้กับเราได้อย่างน่าอัศจรรย์เลยค่ะ ลองดูนะคะว่าธรรมชาตินี่แหละคือยาใจชั้นดี

3. ลงมือทำสิ่งเล็กๆ เพื่อสิ่งแวดล้อม: การได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหน เช่น การพกถุงผ้า ใช้แก้วส่วนตัว ลดการใช้พลาสติก จะช่วยให้เรารู้สึกมีคุณค่าและลดความรู้สึกไร้พลังลงได้ ความภูมิใจเล็กๆ เหล่านี้จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราทำสิ่งดีๆ ต่อไปค่ะ

4. เลือกรับข่าวสารอย่างมีสติ: การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องรู้จักจำกัดปริมาณและเลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ไม่ให้ความกังวลเข้ามาครอบงำมากเกินไปค่ะ บางครั้งการได้อ่านข่าวดีๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้มากเลยนะคะ

5. พูดคุยและแบ่งปันความรู้สึกกับคนรอบข้าง: อย่าเก็บความรู้สึกกังวลเหล่านี้ไว้คนเดียวค่ะ ลองพูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่คุณไว้ใจ การได้ระบายความรู้สึกออกมาจะช่วยให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และอาจจะได้รับมุมมองหรือกำลังใจดีๆ กลับมาก็ได้ค่ะ เราไม่ได้อยู่คนเดียวในเรื่องนี้แน่นอน

สิ่งสำคัญที่อยากย้ำเตือน

ก่อนจะจากกันไป ยุ้ยอยากฝากประเด็นสำคัญๆ ที่เราคุยกันวันนี้ไว้ในใจเพื่อนๆ ทุกคนนะคะ สิ่งแรกคือ โลกร้อนขึ้นและส่งผลกระทบต่อจิตใจเราได้จริง หรือที่เรียกว่า Climate Anxiety ดังนั้น การทำความเข้าใจและยอมรับความรู้สึกเหล่านี้คือก้าวแรกที่สำคัญมากค่ะ อย่าคิดว่าเราคิดไปเองหรือเป็นเรื่องเล็กน้อยนะคะ ประเด็นที่สองคือ ธรรมชาติคือแหล่งบำบัดชั้นเลิศ การได้เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า สายลม หรือแสงแดด ล้วนมีพลังในการเยียวยาจิตใจและช่วยให้เราผ่อนคลายจากความเครียดได้จริง และสุดท้าย สิ่งเล็กๆ ที่เราลงมือทำในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ ประหยัดพลังงาน หรือการปลูกต้นไม้ ล้วนมีความหมายและสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอค่ะ อย่าประมาทในพลังของตัวเองนะคะ เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงที่ดีล้วนเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวเรานี่แหละค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: “Climate Anxiety” หรือความเครียดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปนี่มันคืออะไรกันแน่คะ แล้วยุ้ยจะรู้ได้ยังไงว่ากำลังเป็นอยู่รึเปล่า?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้ยุ้ยว่าโดนใจใครหลายคนเลยค่ะ เพราะยุ้ยเองก็เคยรู้สึกแบบนี้เหมือนกันนะ อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่าช่วงนี้อากาศร้อนผิดปกติ ข่าวสารเรื่องโลกร้อน น้ำท่วม หรือมลพิษที่เราเห็นกันบ่อยๆ มันไม่ได้แค่ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดผิวเผินหรอกค่ะ แต่มันกำลังส่งผลต่อใจเราลึกๆ เลยทีเดียว “Climate Anxiety” หรือถ้าจะให้ยุ้ยอธิบายง่ายๆ มันก็คือความรู้สึกวิตกกังวล ความกลัว หรือความเครียดที่เกิดจากการที่เราตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับโลกและอนาคตของเรานั่นเองค่ะแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเรากำลังเป็นอยู่รึเปล่า?
จากประสบการณ์ของยุ้ยและเพื่อนๆ ที่คุยกันมา บางทีเราอาจจะไม่รู้ตัวเลยค่ะว่าอาการที่เรากำลังเป็นอยู่มันคือ Climate Anxiety สังเกตง่ายๆ นะคะ ถ้าคุณเริ่มรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่ได้ยินข่าวเรื่องสิ่งแวดล้อม ร้อนใจ นอนไม่หลับ รู้สึกผิดที่ใช้พลาสติกเยอะ หรือบางทีก็รู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตของโลกใบนี้มากๆ หรือแม้แต่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ความรู้สึกเหล่านี้แหละค่ะที่อาจจะเป็นสัญญาณของ Climate Anxiety ได้ ลองนึกดูว่าช่วงนี้เราหงุดหงิดง่ายขึ้นไหม หรือบางทีก็ใจคอไม่ดีเวลาเห็นอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อาการพวกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยนะคะ เพราะเราทุกคนต่างก็เชื่อมโยงกับโลกใบนี้ และเมื่อโลกป่วย เราก็รู้สึกได้เหมือนกันค่ะ

ถาม: แล้ว ‘จิตวิทยาสิ่งแวดล้อม’ (Eco-psychology) ที่ยุ้ยพูดถึงมันจะมาช่วยเราได้อย่างไรบ้างคะ มันฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวจัง?

ตอบ: ไม่ไกลตัวเลยค่ะเพื่อนๆ! ยุ้ยขอยืนยันเลยว่า ‘จิตวิทยาสิ่งแวดล้อม’ ไม่ใช่เรื่องยากหรือต้องไปเข้าป่าบำบัดอะไรขนาดนั้นเลยค่ะ ที่จริงแล้วมันเป็นศาสตร์ที่ช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างจิตใจของคนเรากับธรรมชาติรอบตัวเรานี่แหละค่ะ ลองคิดดูสิคะ เวลาที่เราเครียดๆ แล้วได้ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือได้มองต้นไม้สีเขียวๆ เราจะรู้สึกสงบขึ้นมาทันทีเลยใช่ไหมคะ นั่นแหละค่ะคือพลังของธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับใจเราโดยตรงเลยจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้เราตระหนักว่าเราไม่ได้แยกขาดจากธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เมื่อเราเข้าใจสิ่งนี้ เราจะเริ่มมองเห็นคุณค่าของการดูแลธรรมชาติมากขึ้น และในขณะเดียวกัน การดูแลธรรมชาติก็เป็นการเยียวยาจิตใจเราด้วยค่ะ ศาสตร์นี้สอนให้เรากลับมาเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาในสวนเล็กๆ ที่บ้าน การปลูกต้นไม้ การสัมผัสผืนดิน หรือแม้แต่การสังเกตนกที่บินผ่านหน้าต่าง สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ช่วยให้เราลดความเครียดและความวิตกกังวลลงได้ เพราะการได้อยู่กับธรรมชาติมันเหมือนกับการได้กลับบ้าน ได้พักใจ และได้เติมพลังให้เรากลับมามีแรงสู้กับความท้าทายต่างๆ อีกครั้งค่ะ ยุ้ยลองมาแล้วกับตัว บอกเลยว่าเวิร์คมากๆ เลยค่ะ!

ถาม: ในฐานะคนธรรมดาอย่างเราๆ จะสามารถรับมือกับ Climate Anxiety และช่วยดูแลโลกไปพร้อมกันได้อย่างไรบ้างคะ? บางทีก็รู้สึกท้อแท้จังเลยค่ะ

ตอบ: เข้าใจเลยค่ะเพื่อนๆ! ยุ้ยเองก็เคยมีโมเมนต์ที่รู้สึกท้อแท้และคิดว่าเราตัวเล็กนิดเดียวจะทำอะไรได้ ใช่ไหมคะ? แต่อย่าเพิ่งหมดหวังค่ะ!
จริงๆ แล้วคนธรรมดาอย่างเราๆ นี่แหละค่ะที่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เยอะมากๆ เลยค่ะ ยุ้ยอยากจะบอกว่าการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละค่ะคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดอันดับแรกเลยคือ ‘ดูแลใจตัวเองก่อน’ ค่ะ เมื่อเราเริ่มรู้สึกกังวล ให้ลองหาเวลาหยุดพัก หายใจลึกๆ หรือใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติรอบตัวเราสักหน่อย ไม่จำเป็นต้องไปป่าไปเขาเลยค่ะ แค่เดินในสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือดูแลต้นไม้เล็กๆ บนระเบียงคอนโดก็ช่วยได้แล้วค่ะ การได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติช่วยลดความเครียดได้จริงนะ ยุ้ยคอนเฟิร์ม!
ต่อมาคือ ‘เริ่มลงมือทำในสิ่งเล็กๆ’ เช่น ลองลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้ พกถุงผ้า ขวดน้ำส่วนตัว ช้อนส้อมส่วนตัว หรือเลือกใช้พลังงานอย่างประหยัดขึ้น ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า การกระทำเล็กๆ เหล่านี้รวมกันแล้วมันมีพลังมหาศาลเลยนะคะ แล้วมันยังช่วยให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เราได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อโลก ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกท้อแท้ได้เยอะเลยค่ะสุดท้ายคือ ‘พูดคุยและเชื่อมโยงกับคนอื่น’ ค่ะ บางทีเราแค่ต้องการใครสักคนมาแชร์ความรู้สึก กังวลใจเรื่องเดียวกัน หรือร่วมกันคิดหาทางออก ลองเข้าร่วมกลุ่มหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมดูนะคะ การได้เห็นว่าเราไม่ได้สู้คนเดียว มันทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ อย่าลืมนะคะว่าทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ มักจะเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ของคนธรรมดาอย่างเราๆ นี่แหละค่ะ มาดูแลโลกและดูแลใจไปพร้อมกันนะคะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement