5 เคล็ดลับผสานจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมสู่นโยบายสาธารณะ สร้างเมืองน่าอยู่ยั่งยืน

webmaster

생태 심리학과 공공 정책의 연계 - 5 levels, with tall, imposing concrete skyscrapers dominating the background. The person's face, par...

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้ฟ้าอยากชวนคุยเรื่องใกล้ตัวแต่สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ นั่นก็คือเรื่องของใจเรากับโลกที่เราอยู่ มันเกี่ยวข้องกันยังไงนะ? หลายครั้งที่เราเห็นข่าวสิ่งแวดล้อมแย่ ๆ แล้วรู้สึกหดหู่ หรือบางทีการได้ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะกลับทำให้ใจเราสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นแหละค่ะคือพลังของจิตวิทยานิเวศ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือเรื่องเหล่านี้มันไปผูกโยงกับการกำหนดนโยบายสาธารณะของภาครัฐได้ยังไงกันนะ?

ช่วงนี้หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กลับมาบ่อยครั้งใช่ไหมคะ? พอต้องอยู่แต่ในบ้านนานๆ หรือเห็นท้องฟ้าขมุกขมัว มันส่งผลกับอารมณ์เราจริงๆ นะคะ ฉันเองก็รู้สึกหงุดหงิดง่ายขึ้นเหมือนกันตอนที่อากาศไม่ดี ยิ่งกว่านั้นคือพฤติกรรมของเราแต่ละคนก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม และเมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป มันก็ย้อนกลับมาส่งผลต่อสุขภาพจิตและกายของเราโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อธรรมชาติรอบตัวเราลดน้อยลงแต่ไม่ต้องห่วงค่ะ!

เพราะนักวิชาการและนักออกแบบเมืองยุคใหม่กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ๆ เลย พวกเขาเริ่มศึกษาว่าทำไมการมีพื้นที่สีเขียวเยอะ ๆ ในเมืองถึงช่วยลดความเครียดให้คนเมืองได้จริง ๆ และรัฐบาลเองก็เริ่มหันมามองว่านโยบายที่สร้างขึ้นควรจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทางจิตใจของประชาชนด้วย ไม่ใช่แค่ด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ฉันเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้น ทั้งจากนโยบายที่เข้าใจหัวใจคนมากขึ้น และจากตัวเราทุกคนที่จะหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างจริงจัง ถ้าอยากรู้ว่าจิตวิทยานิเวศเชื่อมโยงกับนโยบายสาธารณะได้อย่างไร และเราจะปรับใช้มันกับชีวิตประจำวันได้ยังไงบ้าง ลองมาดูกันในบทความนี้ได้เลยค่ะ รับรองว่าข้อมูลแน่นปึ้กและมีประโยชน์มากๆ แน่นอน!

เมืองใหญ่กับใจที่เหนื่อยล้า: เมื่ออากาศไม่ดี ชีวิตก็หม่นหมอง

생태 심리학과 공공 정책의 연계 - 5 levels, with tall, imposing concrete skyscrapers dominating the background. The person's face, par...

ผลกระทบของมลภาวะต่อสุขภาพจิตโดยที่เราไม่รู้ตัว

ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่อง PM2.5 กันมาเยอะแล้วใช่ไหมคะ ช่วงที่อากาศแย่มากๆ อย่างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฟ้าเองก็รู้สึกหงุดหงิดง่ายกว่าปกติเลยค่ะ บางวันตื่นมาเห็นท้องฟ้าขมุกขมัว ก็รู้สึกเซ็งตั้งแต่เช้าแล้ว ยิ่งต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ออกไปไหนก็ไม่สบายตัว มันก็ยิ่งเพิ่มความเครียดสะสมให้กับเราได้จริงๆ นะคะ นักจิตวิทยานิเวศเขาบอกว่า การที่เราต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะ ไม่ว่าจะเป็นอากาศเสีย เสียงดัง หรือขยะที่เกลื่อนกลาด มันส่งผลกระทบต่อจิตใจเราโดยตรงเลยค่ะ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่สบายใจ และนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล หรือแม้แต่ภาวะซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น ฉันเคยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังติดอยู่ในกรงตอนที่ต้องอยู่แต่ในห้องนานๆ เพราะไม่อยากออกไปเจอฝุ่นข้างนอกเลยค่ะ เป็นความรู้สึกที่อึดอัดมากๆ เลยจริงๆ

จากมลภาวะสู่ความโดดเดี่ยว: เมื่อธรรมชาติห่างหาย

นอกจากเรื่องมลภาวะแล้ว การที่เมืองของเราเติบโตเร็วมากๆ จนพื้นที่สีเขียวลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของเราค่ะ สมัยเด็กๆ ฟ้าจำได้ว่ามีต้นไม้ใหญ่ริมทางเดินเยอะแยะไปหมด แต่เดี๋ยวนี้กลับถูกแทนที่ด้วยตึกสูงและถนนคอนกรีตไปหมดแล้ว การที่เราขาดโอกาสในการใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวและห่างเหินจากความผ่อนคลายที่ธรรมชาติมอบให้ไปโดยปริยาย ยิ่งถ้าใครที่ต้องทำงานในออฟฟิศทั้งวัน ไม่ค่อยได้ออกไปเจอแสงแดดหรือสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจได้ง่ายขึ้นไปอีกค่ะ ฉันเองก็พยายามหาเวลาไปเดินเล่นสวนเบญจกิติให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะแค่ได้เดินท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ๆ มันก็ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้มากเลยค่ะ

เสียงสะท้อนจากคนเมือง: ประสบการณ์ตรงกับการอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

เรื่องเล่าจากชีวิตจริง: เมื่อสภาพแวดล้อมกำหนดอารมณ์

ฟ้าเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนก็คงมีประสบการณ์คล้ายๆ กันใช่ไหมคะ? อย่างเพื่อนของฟ้าคนหนึ่งที่ทำงานในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ เธอมักจะบ่นว่ารู้สึกเครียดและหงุดหงิดง่ายกว่าปกติในช่วงที่ฝุ่นควันหนาแน่นมากๆ เธอเล่าให้ฟังว่าแค่ได้มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นแต่ตึกสูงๆ กับรถติดๆ ก็รู้สึกอึดอัดแล้ว แถมช่วงพักกลางวันก็ไม่มีพื้นที่ให้เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจเลย มีแต่ร้านอาหารกับร้านกาแฟที่ต้องเบียดเสียดกับคนอื่นๆ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนชีวิตมีแต่ความเร่งรีบและไม่ผ่อนคลายเลยค่ะ ฉันฟังแล้วก็เข้าใจเลยนะ เพราะบางทีเราก็ต้องการแค่พื้นที่เงียบๆ ได้หายใจเต็มปอดบ้างเท่านั้นเอง

Advertisement

เมื่อความเครียดจากเมืองใหญ่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

อีกตัวอย่างหนึ่งคือเพื่อนที่อยู่คอนโดริมถนนใหญ่ค่ะ เธอบอกว่าช่วงกลางคืนมักจะนอนไม่ค่อยหลับเพราะเสียงรถที่วิ่งผ่านไปมาตลอดเวลา แถมยังต้องกังวลเรื่องมลภาวะทางเสียงและอากาศที่เข้ามาในห้องอีก ความกังวลเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกอ่อนเพลียและไม่มีสมาธิกับการทำงานในตอนกลางวัน ซึ่งมันเป็นวัฏจักรที่ไม่ดีเลยจริงๆ นะคะ การที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามันไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตที่ดี ก็ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมของเราเลยค่ะ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ฉันตระหนักเลยว่า การที่เรามีสุขภาพจิตที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัวเราคนเดียว แต่สภาพแวดล้อมรอบตัวเราก็มีส่วนสำคัญมากๆ เลยค่ะ

นโยบายภาครัฐที่ใส่ใจจิตใจประชาชน: ความท้าทายและการเปลี่ยนแปลง

จากเศรษฐกิจสู่คุณภาพชีวิต: จุดเปลี่ยนของนโยบาย

ในอดีต รัฐบาลมักจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลักใช่ไหมคะ? เราจะเห็นว่ามีการสร้างถนน สร้างอาคารใหญ่ๆ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่บางครั้งก็ละเลยเรื่องคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมไป แต่เดี๋ยวนี้ฉันสังเกตเห็นว่าแนวคิดมันเริ่มเปลี่ยนไปแล้วค่ะ หน่วยงานภาครัฐเริ่มหันมาสนใจเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพจิตของประชาชนมากขึ้น อย่างเช่น การพยายามควบคุมปัญหา PM2.5 ที่มีการสื่อสารและมาตรการป้องกันมากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีค่ะ เพราะมันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มมองเห็นแล้วว่า “ใจ” ของประชาชนก็สำคัญไม่แพ้ “ปากท้อง” เลย

รวมพลังสร้างสรรค์: เมื่อนโยบายร่วมมือกับจิตวิทยานิเวศ

การนำหลักจิตวิทยานิเวศมาผสานกับการกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบผังเมืองที่เน้นเพิ่มพื้นที่สีเขียว การสร้างสวนสาธารณะขนาดเล็กในชุมชน หรือการส่งเสริมให้มีทางเดินเท้าและทางจักรยานที่ร่มรื่น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในแง่ของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมให้คนได้ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน ได้ออกกำลังกาย ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้หมดเลยค่ะ ฉันหวังว่าในอนาคต เราจะได้เห็นนโยบายที่บูรณาการแนวคิดเหล่านี้เข้าไปอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้นนะคะ

สร้างสรรค์เมืองสีเขียว: พื้นที่เล็กๆ ที่เปลี่ยนใจเราให้สดใส

ปลุกปั้นพื้นที่สาธารณะให้เป็นโอเอซิสบำบัดใจ

เคยไหมคะที่รู้สึกว่าแค่มองเห็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ในเมืองก็รู้สึกสบายตาขึ้นมาทันที? เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้นนะคะ แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่นักวิจัยหลายคนยืนยันว่าการมีพื้นที่สีเขียวในเมืองสามารถลดระดับความเครียดและเพิ่มความสุขให้กับคนเมืองได้จริง อย่างสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ หลายแห่ง เช่น สวนลุมพินี หรือสวนเบญจกิติ ได้กลายเป็นปอดของคนกรุงที่หลายคนใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย และหลีกหนีจากความวุ่นวายค่ะ ฉันเองก็ใช้สวนเหล่านี้เป็นที่หลบภัยเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน การได้เห็นเด็กๆ วิ่งเล่น ผู้สูงอายุออกกำลังกาย หรือคู่รักมานั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ มันเป็นภาพที่สร้างความรู้สึกดีๆ ได้อย่างน่าประหลาดใจเลยค่ะ

Advertisement

ไอเดียเพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบตัวเราง่ายๆ

생태 심리학과 공공 정책의 연계 - Detailed illustration for blog section 1, informative visual, clean design
แต่การสร้างเมืองสีเขียวไม่ได้จำกัดอยู่แค่สวนสาธารณะขนาดใหญ่เท่านั้นนะคะ เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ตั้งแต่ในระดับเล็กๆ เลยค่ะ ลองนึกถึงการปลูกต้นไม้ริมระเบียงคอนโด จัดสวนแนวตั้งเล็กๆ ที่บ้าน หรือแม้แต่การร่วมมือกับเพื่อนบ้านจัดทำสวนหย่อมเล็กๆ ในชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงง่าย และส่งผลดีต่อจิตใจของเราโดยตรงค่ะ การได้ลงมือปลูกต้นไม้เอง ได้รดน้ำพรวนดิน ได้เห็นความเติบโตของมัน มันให้ความรู้สึกเติมเต็มและผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ ลองทำดูนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง เหมือนที่ฟ้าเคยลองทำแล้วรู้สึกดีมากๆ เลย

เราจะช่วยกันได้อย่างไร: จากบ้านสู่เมือง สู่โลกใบใหญ่

เริ่มจากตัวเรา: เปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่

เรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจิตอาจจะฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรอให้ภาครัฐมาแก้ไขใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้ว เราทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากตัวเราเองค่ะ อย่างง่ายที่สุดคือการลดการใช้พลาสติก พกถุงผ้าไปช้อปปิ้ง หรือแยกขยะในบ้าน การกระทำเล็กๆ เหล่านี้อาจจะดูไม่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าทุกคนช่วยกัน มันจะสร้างผลกระทบเชิงบวกที่มหาศาลเลยค่ะ ฉันเองก็พยายามใช้แก้วส่วนตัวเวลาไปซื้อกาแฟ หรือเลือกซื้อสินค้าที่ไม่ใช่พลาสติกเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้จะไม่ได้ทำได้ 100% แต่ก็รู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลโลกใบนี้ค่ะ

เป็นกระบอกเสียง: สร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชน

นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัวแล้ว การที่เราเป็นกระบอกเสียงหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ ลองเข้าร่วมกลุ่มอาสาสมัครปลูกป่า หรือเสนอแนะแนวคิดดีๆ ให้กับหน่วยงานในท้องถิ่นเพื่อปรับปรุงพื้นที่สาธารณะในชุมชน การได้เห็นว่าเสียงของเรามีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ เลยค่ะ ยิ่งเรามีส่วนร่วมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ และมีความหวังในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าเดิมค่ะ

อนาคตที่เราอยากเห็น: เมื่อใจและโลกเป็นหนึ่งเดียวกัน

เมืองที่น่าอยู่และใจที่เปี่ยมสุข: ความฝันที่ไม่ไกลเกินจริง

ฟ้าเชื่อมั่นว่าในอนาคต เราจะสามารถสร้างเมืองที่ไม่ใช่แค่พัฒนาทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวเพียงพอ มีอากาศบริสุทธิ์ มีเสียงที่สงบ และมีธรรมชาติให้เราได้เข้าไปพักพิง ลองจินตนาการดูสิคะว่า ถ้าทุกเช้าเราตื่นมาได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้านได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่นควัน ชีวิตเราจะมีความสุขและมีพลังในการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้นขนาดไหน?

มันเป็นความฝันที่ฉันคิดว่าไม่ไกลเกินจริงเลยค่ะ ถ้าทุกคนร่วมมือกันและภาครัฐให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

Advertisement

จิตวิทยานิเวศไม่ใช่เรื่องไกลตัว: มันคือชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ

สุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่าเรื่องจิตวิทยานิเวศไม่ใช่เรื่องของนักวิชาการหรือเป็นเรื่องไกลตัวเลยนะคะ แต่มันคือเรื่องราวในชีวิตประจำวันของเราทุกคนที่เชื่อมโยงกับโลกที่เราอยู่โดยตรง การที่เราเข้าใจว่าสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อใจเราอย่างไร และใจเราสามารถส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร จะช่วยให้เรามองโลกและใช้ชีวิตได้อย่างมีสติมากขึ้น มาร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดีและดูแลใจของเราไปพร้อมๆ กันนะคะ เพราะเมื่อใจเรามีความสุข โลกของเราก็จะสวยงามตามไปด้วยค่ะ

ตารางเปรียบเทียบ: พื้นที่สีเขียวในเมืองกับผลกระทบต่อจิตใจ

ประเภทพื้นที่ ลักษณะเด่น ผลกระทบต่อสุขภาพจิต
สวนสาธารณะขนาดใหญ่ (เช่น สวนลุมพินี) พื้นที่กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ แหล่งน้ำ ทางเดินออกกำลังกาย ลดความเครียด, เพิ่มความสุข, ส่งเสริมการออกกำลังกาย, สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม, รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
สวนหย่อม/พื้นที่สีเขียวในชุมชน ขนาดเล็กกว่า, เข้าถึงง่ายในละแวกบ้าน, อาจมีมุมนั่งเล่น เพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชน, ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว, ผ่อนคลายจากการมองเห็นสีเขียว
สวนแนวตั้ง/กระถางต้นไม้ในบ้าน ใช้พื้นที่น้อย, สามารถทำได้เอง, ดูแลใกล้ชิด ช่วยผ่อนคลายจากการได้ดูแลต้นไม้, สร้างความรู้สึกสงบภายในบ้าน, เพิ่มความสดชื่นให้กับสภาพแวดล้อมส่วนตัว
พื้นที่เปิดโล่งที่มีต้นไม้ริมถนน เส้นทางสัญจรที่ร่มรื่น, อาจมีม้านั่งพัก ลดความเครียดระหว่างเดินทาง, ทำให้การสัญจรไม่รู้สึกเบื่อหน่าย, เพิ่มความสวยงามให้กับเมือง

글을 마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ฟ้าเชื่อว่าเรื่องของเมืองใหญ่กับใจที่เหนื่อยล้าคงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับพวกเราหลายคนเลยใช่ไหมคะ การได้ลองมานั่งทบทวนถึงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เราอาจมองข้ามไป ก็ทำให้เราตระหนักได้ว่า “ใจ” ของเรานั้นเปราะบางกว่าที่คิด การมีสุขภาพจิตที่ดีไม่ได้มาจากแค่ภายในตัวเราเท่านั้น แต่สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่อาศัยก็มีส่วนสำคัญมากๆ เลยค่ะ

โพสต์นี้อาจจะทำให้ใครหลายคนฉุกคิดถึงเรื่องที่อาจจะเคยมองข้ามไป หวังว่าทุกคนจะได้ไอเดียดีๆ และแรงบันดาลใจในการเริ่มเปลี่ยนแปลงอะไรเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่และเติมพลังให้ใจเราได้สดใสขึ้นอีกครั้งนะคะ ฟ้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. ลองหาเวลาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ แม้จะเป็นเพียงพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ใกล้บ้าน เช่น สวนสาธารณะ (อย่างสวนป่าเบญจกิติ หรือสวนลอยฟ้าเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ที่กำลังเป็นที่นิยม) หรือแม้แต่การจัดสวนกระถางบนระเบียงคอนโด การได้สัมผัสสีเขียวและความสดชื่นจะช่วยลดความเครียดได้มากเลยค่ะ

2. ตรวจสอบคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้านเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูง ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และพิจารณาใช้เครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน เพื่อลดผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเรานะคะ

3. มีส่วนร่วมกับกิจกรรมหรือโครงการในชุมชนที่เกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อม อย่างโครงการ Green Bangkok 2030 ของกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว การได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงจะช่วยสร้างความรู้สึกดีๆ และลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้ค่ะ

4. หมั่นดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำกิจกรรมที่ชอบ หรือพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวเพื่อระบายความรู้สึก สิ่งเหล่านี้เป็นเกราะป้องกันชั้นดีจากความเครียดในชีวิตคนเมืองเลยค่ะ

5. หากรู้สึกว่าความเครียดหรือความวิตกกังวลรบกวนชีวิตประจำวันมากเกินไป อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตนะคะ การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการแสดงความเข้มแข็งที่ต้องการดูแลตัวเองอย่างแท้จริงค่ะ

สำคัญ 사항 정리

สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะทางอากาศหรือการขาดพื้นที่สีเขียว ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตใจของเราอย่างที่เราอาจไม่ทันรู้ตัว การพัฒนาเมืองควบคู่ไปกับการใส่ใจคุณภาพชีวิตและจิตใจของคนในเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญ การมีพื้นที่สีเขียวมากขึ้นในเมืองไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุขให้กับคนเมืองได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือ เราทุกคนสามารถเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากตัวเราเอง ทั้งการดูแลสุขภาพใจตัวเอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ และการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นให้กับเมืองของเราและโลกใบนี้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: จิตวิทยานิเวศคืออะไรกันแน่คะ แล้วมันต่างจากจิตวิทยาทั่วไปยังไง?

ตอบ: สวัสดีค่ะทุกคน! หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “จิตวิทยานิเวศ” หรือ Environmental Psychology มาบ้าง แต่ก็ยังงงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่นะ ฟ้าขออธิบายแบบง่ายๆ เลยนะคะ จิตวิทยานิเวศเนี่ยเป็นแขนงหนึ่งของจิตวิทยาที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง “คน” กับ “สิ่งแวดล้อม” ที่เราอาศัยอยู่ค่ะ ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างป่าเขา ต้นไม้ สายน้ำเท่านั้นนะคะ แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นมาด้วย เช่น เมือง อาคาร บ้านเรือน หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานของเราด้วยค่ะแล้วมันต่างจากจิตวิทยาทั่วไปยังไงน่ะเหรอคะ?
จิตวิทยาทั่วไปมักจะเน้นศึกษาเรื่องของความคิด อารมณ์ พฤติกรรมภายในตัวบุคคล หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่จิตวิทยานิเวศจะมองภาพใหญ่ขึ้นไปอีกค่ะ คือดูว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวเราเนี่ยส่งผลกระทบต่อจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรมของเรายังไงบ้าง และในทางกลับกัน ตัวเราเองก็ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมยังไงได้บ้าง พูดง่ายๆ คือมันมองความเชื่อมโยงที่แยกกันไม่ออกระหว่างเรากับโลกที่เราอยู่ค่ะจากประสบการณ์ส่วนตัวของฟ้านะคะ ตอนที่ฟ้าเครียดๆ หรือเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองที่วุ่นวาย พอได้มีโอกาสไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใหญ่ๆ ได้เห็นต้นไม้เขียวๆ ได้ยินเสียงนก มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างที่ช่วยเยียวยาจิตใจเราได้จริงๆ เลยค่ะ หรือแม้แต่ช่วงที่ต้องเจอฝุ่น PM2.5 หนักๆ ติดกันหลายวัน ฟ้าเองก็รู้สึกหงุดหงิดง่ายขึ้น นอนไม่ค่อยหลับ นั่นแหละค่ะคือตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ ของผลกระทบที่สิ่งแวดล้อมมีต่อใจของเราโดยตรงเลยค่ะ มันเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เราคิดเยอะเลยใช่ไหมล่ะคะ

ถาม: แล้วเรื่องจิตวิทยานิเวศนี้มันเกี่ยวอะไรกับนโยบายสาธารณะที่รัฐบาลทำออกมาคะ? ทำไมรัฐต้องมาสนใจเรื่อง “ใจ” ของประชาชนด้วย?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ! หลายคนอาจจะคิดว่านโยบายรัฐบาลก็ต้องเน้นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเป็นหลักใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้ว “ใจ” ของประชาชนนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศเลย เพราะถ้าคนในประเทศไม่มีความสุข สุขภาพจิตไม่ดี สุขภาพกายก็แย่ตามไปด้วย การพัฒนาด้านอื่นๆ ก็จะยากขึ้นค่ะจิตวิทยานิเวศเข้ามามีบทบาทตรงนี้แหละค่ะ นักวิชาการด้านนี้จะศึกษาและให้ข้อมูลกับภาครัฐว่า สภาพแวดล้อมแบบไหนที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งทางร่างกายและจิตใจของประชาชน เช่น การออกแบบเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวเยอะๆ มีสวนสาธารณะที่เข้าถึงง่าย การจัดการมลภาวะทางอากาศหรือเสียงอย่างจริงจัง การส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อลดความแออัดและลดมลพิษ หรือแม้แต่การสร้างชุมชนให้น่าอยู่ มีความรู้สึกปลอดภัยและเป็นกันเองฟ้าเชื่อว่ารัฐบาลยุคใหม่เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นค่ะ เพราะเราเริ่มเห็นนโยบายที่เน้นเรื่องการสร้างเมืองน่าอยู่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ หรือแม้แต่นโยบายด้านสาธารณสุขที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น ก็ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดที่ว่า สภาพแวดล้อมที่ดีจะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดีของประชากรนั่นเองค่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ฟ้าเห็นบ่อยๆ นะคะ การเพิ่มทางเท้าให้เดินสบายขึ้น มีต้นไม้ร่มรื่น หรือการจัดกิจกรรมในสวนสาธารณะที่เปิดโอกาสให้คนมาพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละค่ะ ที่ค่อยๆ สร้างความสุขทางใจให้กับพวกเรา และเมื่อคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข ก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวมแน่นอนค่ะ

ถาม: ในฐานะประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ จะนำแนวคิดจิตวิทยานิเวศมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยทั้งตัวเองและสิ่งแวดล้อมได้ยังไงบ้างคะ?

ตอบ: ไม่ต้องเป็นนักวิชาการหรือภาครัฐ เราก็สามารถนำแนวคิดจิตวิทยานิเวศมาใช้ในชีวิตประจำวันได้สบายๆ เลยค่ะ! ฟ้าเชื่อว่าพลังของพวกเราแต่ละคนเนี่ยแหละค่ะที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีได้อันดับแรกเลยคือ “การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ” ให้มากขึ้นค่ะ แม้จะอยู่ในเมือง ฟ้าก็พยายามหาเวลาเดินเล่นในสวนใกล้บ้าน หรือถ้าไม่มีเวลาจริงๆ แค่ดูแลต้นไม้เล็กๆ ในระเบียงห้องก็ได้ค่ะ การได้เห็นสีเขียว ได้รดน้ำต้นไม้ ได้สัมผัสกับดิน มันช่วยให้ใจเราสงบลงได้จริงๆ นะคะ และถ้ามีโอกาส ลองพาตัวเองไปท่องเที่ยวตามธรรมชาติบ้าง ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล หรือน้ำตก ก็จะช่วยเติมพลังให้เราได้ดีมากๆ เลยค่ะถัดมาคือ “การสร้างสภาพแวดล้อมรอบตัวให้น่าอยู่” ค่ะ ลองจัดห้องให้โปร่ง โล่ง สะอาดตา มีแสงสว่างเพียงพอ หรือจะลองใช้สีสันที่สบายตามาตกแต่งดูก็ได้ค่ะ การจัดบ้านให้น่าอยู่มันส่งผลต่ออารมณ์ของเราจริงๆ นะคะ เวลาที่ฟ้าได้อยู่ในห้องที่จัดอย่างเป็นระเบียบและสวยงาม จะรู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิมากขึ้นค่ะและที่สำคัญมากๆ คือ “การมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม” ค่ะ การลดการใช้พลาสติก การแยกขยะ การประหยัดพลังงาน หรือแม้แต่การสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำได้ แต่ส่งผลใหญ่หลวงต่อโลกของเราเลยค่ะ เมื่อเรารู้ว่าเราได้มีส่วนช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น มันจะสร้างความรู้สึกดีๆ ในใจเราได้จริงๆ นะคะ ฟ้าเคยลองเข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่ากับเพื่อนๆ นะคะ ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ก็รู้สึกภูมิใจและมีความสุขมากๆ เลยค่ะจำไว้เสมอนะคะว่า ตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นการดูแลรักษาตัวเราเองด้วยเช่นกันค่ะ มาเริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเราและสิ่งรอบตัวกันนะคะ แล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งต่อใจเราและโลกที่เราอยู่แน่นอนค่ะ

📚 อ้างอิง

Advertisement