ไม่อยากพลาด! ประโยชน์สุดว้าวของจิตวิทยานิเวศที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้

webmaster

생태 심리학적 접근의 이점 - **Urban Oasis Serenity:** A young Thai woman in comfortable, modest casual attire (e.g., a loose-fit...

ธรรมชาติบำบัดใจ: ทำไมเราถึงต้องการสายลมและแสงแดด

생태 심리학적 접근의 이점 관련 이미지 1

เพื่อนๆ เคยไหมคะที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักทั้งสัปดาห์ แล้วพอได้ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ต่างจังหวัด หรือแค่ได้เดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน ความรู้สึกเครียดๆ มันก็หายไปเหมือนปลิดทิ้ง ฉันเองก็เป็นแบบนั้นเลยค่ะ และหลังจากที่ได้ศึกษาจิตวิทยาเชิงนิเวศแล้ว ทำให้ฉันเข้าใจเลยว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันมีที่มาที่ไป ไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัวของเราคนเดียว แต่มันคือปฏิกิริยาตามธรรมชาติของมนุษย์เราที่ต้องการการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เชื่อไหมว่าแค่ได้เห็นต้นไม้สีเขียวๆ ก็ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายเราได้แล้วนะ แถมยังช่วยให้สายตาที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์มาทั้งวันได้พักผ่อนอีกด้วย ฉันสังเกตว่าเวลาที่ฉันรู้สึกสมองตื้อๆ คิดงานไม่ออก แค่เดินออกไปที่ระเบียง มองดูต้นไม้ข้างนอก หรือเปิดหน้าต่างรับลมเย็นๆ แค่ไม่กี่นาที สมองก็เริ่มปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์เลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราสามารถนำความมหัศจรรย์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ เราจะมีความสุขและมีพลังในการใช้ชีวิตได้มากขึ้นแค่ไหน

สัมผัสแรกที่เปลี่ยนโลก: อานุภาพของสีเขียว

สีเขียวของต้นไม้นั้นมีผลต่อจิตใจเรามากกว่าที่เราคิดค่ะ นักวิจัยหลายคนบอกว่าสีเขียวช่วยให้เราผ่อนคลาย ลดความดันโลหิต และทำให้เรารู้สึกสงบลงได้ เพื่อนๆ ลองนึกถึงตอนที่กำลังขับรถออกนอกเมือง แล้วได้เห็นทุ่งนาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา หรือป่าไม้ที่เขียวชอุ่มตลอดทาง ความรู้สึกสดชื่น โล่งสบายใจมันเข้ามาทันทีเลยใช่ไหมคะ นั่นแหละค่ะคืออานุภาพของสีเขียวที่ธรรมชาติมอบให้เราอย่างใจดี ฉันเคยมีช่วงที่เครียดมากๆ จนรู้สึกว่าชีวิตมันไม่มีทางออก แต่พอได้ลองไปเดินป่าสั้นๆ ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แค่ได้เห็นมอสสีเขียวเกาะตามต้นไม้ใหญ่ ได้ฟังเสียงน้ำตก ชีวิตมันเหมือนได้รีเซ็ตใหม่หมดเลยค่ะ รู้สึกมีพลังกลับมาอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ

เสียงธรรมชาติบำบัด: ฟังเสียงนกร้องคลายกังวล

นอกเหนือจากภาพที่เห็นแล้ว เสียงจากธรรมชาติก็มีพลังในการบำบัดจิตใจเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกันค่ะ เสียงน้ำไหล เสียงลมพัด เสียงคลื่น หรือแม้แต่เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วในยามเช้า ก็ล้วนแล้วแต่ช่วยให้เราผ่อนคลายและลดความกังวลได้ทั้งนั้นเลยนะคะ ฉันเองมีเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบเปิดคลิปเสียงธรรมชาติก่อนนอนเป็นประจำ เธอบอกว่ามันช่วยให้เธอนอนหลับสบายขึ้นมากๆ จากที่เมื่อก่อนต้องใช้เวลานานกว่าจะหลับได้ เพราะสมองยังคิดเรื่องงานไม่หยุด พอได้ยินเสียงธรรมชาติเบาๆ มันเหมือนสมองได้พักผ่อนตามไปด้วยเลยค่ะ บางทีเราอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไกลๆ แค่เปิดหน้าต่างบ้านรับเสียงนกร้องจากต้นไม้ข้างบ้าน หรือเปิดคลิปเสียงธรรมชาติที่เราชอบ ก็ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้เราได้ง่ายๆ แล้วค่ะ

เชื่อมโยงกับโลกสีเขียว: สัมผัสความสุขเล็กๆ รอบตัว

บางคนอาจจะคิดว่าการจะเชื่อมโยงกับธรรมชาตินี่มันต้องไปเดินป่า ปีนเขา หรือออกต่างจังหวัดเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันใกล้ตัวกว่านั้นเยอะเลยนะคะ! แค่เราลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถดึงพลังจากธรรมชาติเข้ามาเติมเต็มชีวิตเราได้แล้วค่ะ ฉันเองเคยคิดแบบนั้นค่ะว่าต้องมีเวลาเยอะๆ ถึงจะไปซึมซับธรรมชาติได้ แต่พอได้ลองทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ต้องประหลาดใจเลยว่ามันช่วยให้เรามีความสุขและสดชื่นขึ้นได้จริงๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายมากมายเลยค่ะ ลองมองดูรอบๆ ตัวเราสิคะ ต้นไม้เล็กๆ ริมทาง สวนหย่อมหน้าคอนโด หรือแม้แต่กระถางต้นไม้บนโต๊ะทำงาน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เราสามารถเชื่อมโยงด้วยได้ทั้งนั้นเลยค่ะ การเชื่อมโยงกับธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แค่การเปิดรับและสังเกตสิ่งเล็กๆ รอบตัว ก็ทำให้เราได้ความสุขกลับมาเต็มๆ แล้ว

เดินเล่นในสวนสาธารณะ: กิจกรรมง่ายๆ เพื่อใจที่ฟู

สวนสาธารณะนี่แหละค่ะคือปอดของคนเมืองอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสวนลุมพินี สวนจตุจักร หรือสวนรถไฟ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นโอเอซิสที่ให้เราได้หลบหนีความวุ่นวายของเมืองหลวงไปพักผ่อนได้ทั้งนั้น ฉันชอบที่จะใช้เวลาช่วงเย็นๆ หลังเลิกงาน ไปเดินเล่นรอบสวนสาธารณะใกล้บ้าน แค่ได้เห็นผู้คนมาออกกำลังกาย ได้เห็นเด็กๆ วิ่งเล่น ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้าเขียวๆ มันทำให้ใจฟูขึ้นมาทันทีเลยค่ะ บางทีก็แค่ไปนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ใหญ่ ปล่อยให้สายลมพัดผ่านตัวเบาๆ ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากงานก็เหมือนถูกพัดพาหายไปกับลมเลยนะคะ แถมยังได้ออกกำลังกายเบาๆ ไปในตัวอีกด้วย เป็นกิจกรรมที่ได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจเลยทีเดียว

ปลูกต้นไม้ในบ้าน: สร้างโอเอซิสส่วนตัว

ถ้าใครไม่มีเวลาไปสวนสาธารณะบ่อยๆ การปลูกต้นไม้ในบ้านนี่แหละค่ะคือทางออกที่ยอดเยี่ยม! ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้กระถางเล็กๆ บนโต๊ะทำงาน ต้นไม้แขวนริมหน้าต่าง หรือแม้แต่สวนเล็กๆ บนระเบียงคอนโด ก็สามารถสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและผ่อนคลายให้เราได้แล้วค่ะ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่หลงใหลการปลูกต้นไม้ในห้องนอนมากๆ ค่ะ ยิ่งช่วงโควิดที่ต้องอยู่บ้านเยอะๆ การได้ดูแลต้นไม้ รดน้ำ พรวนดิน ทำให้ฉันรู้สึกมีสมาธิมากขึ้น และมีความสุขกับการได้เห็นต้นไม้ที่เราดูแลเติบโตขึ้นทุกวัน ลองคิดดูสิคะว่าเช้าวันหยุด ได้ตื่นมาจิบกาแฟข้างๆ ต้นไม้ที่เราปลูกเอง มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เติมเต็มชีวิตได้ดีมากๆ เลยนะคะ แถมยังช่วยฟอกอากาศในบ้านให้บริสุทธิ์ขึ้นอีกด้วย

Advertisement

เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อใจที่สงบ: ผสานธรรมชาติเข้ากับชีวิตประจำวัน

การนำหลักการของจิตวิทยาเชิงนิเวศมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันนั้นง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องรอวันหยุดยาว ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ก็สามารถทำให้ชีวิตของเรามีความสุขและสงบขึ้นได้แล้วค่ะ สิ่งสำคัญคือการที่เราเปิดใจและตั้งใจที่จะเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัว ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ฉันเองเป็นคนที่ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เกือบทั้งวัน บางทีก็รู้สึกปวดตา ปวดหัว และเครียดง่ายมากๆ แต่พอได้ลองปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การพักสายตาไปมองต้นไม้ข้างนอกหน้าต่างทุกๆ ชั่วโมง หรือการออกไปเดินเล่นรอบๆ ออฟฟิศในช่วงพักเที่ยง แค่นี้ก็ช่วยให้ฉันรู้สึกสดชื่นและมีพลังกลับมาทำงานต่อได้แล้วค่ะ เพื่อนๆ เองก็ลองมองหาวิธีเล็กๆ น้อยๆ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองดูนะคะ รับรองว่ามันจะสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย

มื้อเช้ากับธรรมชาติ: เริ่มต้นวันใหม่แบบสดชื่น

ลองเปลี่ยนบรรยากาศการทานอาหารเช้าดูสิคะ แทนที่จะนั่งทานในห้องสี่เหลี่ยม ลองย้ายไปทานที่ระเบียง หรือถ้ามีสวนเล็กๆ หน้าบ้าน ก็ไปนั่งทานในสวนดูค่ะ แค่ได้นั่งรับแสงแดดยามเช้า สูดอากาศบริสุทธิ์ ฟังเสียงนกร้องเบาๆ มันก็ช่วยให้เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใสและพลังงานเต็มเปี่ยมแล้วค่ะ ฉันเคยลองทำแบบนี้ตอนไปเที่ยวต่างจังหวัดที่พักแบบโฮมสเตย์ที่มีสวนสวยๆ รอบบ้าน แล้วรู้สึกประทับใจมากๆ ค่ะ เพราะมันทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองและธรรมชาติอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนตอนที่อยู่ในเมือง พอได้กลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ฉันก็พยายามหาเวลามานั่งจิบกาแฟที่ระเบียงคอนโดบ่อยขึ้น แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็ช่วยเติมพลังให้ฉันได้ตลอดทั้งวันเลยนะคะ

เวิร์คสเปซสีเขียว: เพิ่ม Productivity ด้วยต้นไม้

โต๊ะทำงานของเราก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยเยอะที่สุดใช่ไหมคะ ลองนำต้นไม้กระถางเล็กๆ น่ารักๆ มาวางไว้บนโต๊ะทำงานดูสิคะ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้อวบน้ำอย่างกระบองเพชร หรือไม้ฟอกอากาศอย่างพลูด่าง ก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นและลดความตึงเครียดให้กับพื้นที่ทำงานของเราได้แล้วค่ะ ฉันเคยอ่านเจอว่าการมีต้นไม้อยู่ในพื้นที่ทำงานช่วยเพิ่มสมาธิและลดความผิดพลาดได้ด้วยนะ ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อค่ะ แต่พอได้ลองเอาต้นไม้มงคลมาวางไว้ข้างๆ จอคอมพิวเตอร์จริงๆ รู้สึกว่าบรรยากาศในการทำงานมันดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ แถมยังช่วยให้สายตาได้พักผ่อนจากการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานๆ ด้วย ลองทำดูนะคะ เวิร์คสเปซสีเขียวๆ ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความสุขขึ้นเยอะเลย

เยียวยาความเครียดด้วยพลังจากป่า: ประโยชน์ที่มากกว่าแค่ความผ่อนคลาย

สำหรับใครที่รู้สึกว่าความเครียดมันสะสมจนเริ่มจะรับไม่ไหวแล้ว หรืออยากจะหาวิธีผ่อนคลายที่ลึกซึ้งกว่าแค่การพักผ่อนทั่วไป ฉันอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองสัมผัสกับพลังบำบัดจากป่าดูสักครั้งค่ะ สิ่งที่เราเรียกว่า “การอาบป่า” หรือ “Forest Bathing” ในภาษาญี่ปุ่น (Shinrin-yoku) มันไม่ใช่แค่การเดินป่าธรรมดาๆ นะคะ แต่มันคือการที่เราตั้งใจที่จะใช้ทุกประสาทสัมผัสของเราเชื่อมโยงกับป่าอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะการสูดกลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ การฟังเสียงลมพัดผ่านใบไม้ การสัมผัสเปลือกไม้หยาบๆ หรือการมองดูแสงแดดที่ลอดผ่านยอดไม้ลงมา การอาบป่าช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดได้อย่างมีนัยสำคัญ แถมยังช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของเราด้วย ฉันเองได้มีโอกาสไปเข้าร่วมกิจกรรมอาบป่าที่จัดขึ้นในป่าใกล้กรุงเทพฯ และบอกเลยว่ามันเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตฉันไปเลยค่ะ ความรู้สึกสงบ สบายใจ และเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมันเติมเต็มหัวใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

สูดอากาศบริสุทธิ์: ล้างพิษทั้งกายและใจ

อากาศในป่านี่แหละค่ะคือยาดีที่สุดที่เราสามารถหามันได้ง่ายๆ จากธรรมชาติ ต้นไม้จะปล่อยสารที่เรียกว่า “ไฟตอนไซด์” (Phytoncides) ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ ช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์นักฆ่าธรรมชาติ (NK cells) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็งและเชื้อโรคต่างๆ ฉันจำได้ว่าตอนที่ไปเดินป่าที่เชียงใหม่ อากาศมันบริสุทธิ์มากๆ จนรู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากอากาศในเมืองหลวงทันทีที่ได้สูดเข้าไปลึกๆ มันเหมือนเป็นการล้างพิษทั้งทางกายและทางใจไปในตัวเลยค่ะ รู้สึกปอดสะอาด สมองโล่ง และร่างกายก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ลองหาโอกาสไปเดินป่าใกล้ๆ ดูนะคะ รับรองว่าคุณจะติดใจกับความรู้สึกสดชื่นที่หาไม่ได้จากที่ไหน

การทำสมาธิในธรรมชาติ: ค้นพบความสงบที่แท้จริง

การทำสมาธิในธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เราเข้าถึงความสงบภายในได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ แทนที่จะนั่งสมาธิในห้องเงียบๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งสมาธิใต้ต้นไม้ใหญ่ริมธารน้ำ หรือบนโขดหินกลางป่าดูสิคะ การได้ยินเสียงธรรมชาติรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงน้ำไหล เสียงลมพัด เสียงแมลงต่างๆ จะช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะได้ง่ายขึ้น และทำให้การทำสมาธิของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ฉันเคยลองทำสมาธิแบบเดินจงกรมในสวนสาธารณะตอนเช้าตรู่ แล้วรู้สึกว่าจิตใจมันสงบและนิ่งกว่าการนั่งสมาธิในห้องเยอะเลยค่ะ เพราะเราได้เชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตรอบตัวอย่างแท้จริง เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราค้นพบความสงบที่แท้จริงภายในตัวเองเลยค่ะ

Advertisement

สร้างสมดุลชีวิตในเมือง: เมื่อธรรมชาติคือส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเอง

การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ทำให้เราต้องเผชิญกับความเครียดและมลภาวะมากมายในแต่ละวันใช่ไหมคะ แต่ใครจะรู้ว่าเราสามารถสร้างสมดุลให้กับชีวิตได้ง่ายๆ ด้วยการนำธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองในทุกๆ วันค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพกาย แต่รวมถึงสุขภาพจิตใจของเราด้วย การที่เราตระหนักว่าธรรมชาติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรา เหมือนกับการกินอาหารที่มีประโยชน์หรือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ มันคือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของตัวเราเอง ฉันเองก็เคยติดอยู่กับความคิดที่ว่าต้องทำงานให้หนัก ต้องแข่งขันตลอดเวลา จนบางครั้งก็ลืมที่จะดูแลตัวเองไปเลยค่ะ แต่พอได้มาเรียนรู้เรื่องจิตวิทยาเชิงนิเวศนี้ ทำให้ฉันเปลี่ยนมุมมองไปเลยว่าการได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติบ้าง ไม่ได้เป็นการเสียเวลาเลย แต่มันคือการเติมพลังให้กับชีวิตต่างหากค่ะ

การเดินทางด้วยจักรยาน: สัมผัสลมธรรมชาติระหว่างทาง

ลองเปลี่ยนวิธีการเดินทางจากรถยนต์หรือรถไฟฟ้า มาเป็นการปั่นจักรยานในบางโอกาสดูสิคะ นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังได้สัมผัสกับลมธรรมชาติที่พัดผ่านตัวระหว่างทางอีกด้วย มันเป็นความรู้สึกที่สดชื่นมากๆ เลยค่ะ ฉันเองชอบที่จะปั่นจักรยานไปตลาดใกล้บ้านในวันหยุด แทนที่จะขับรถยนต์ไป เพราะมันทำให้ฉันได้เห็นสิ่งต่างๆ ระหว่างทาง ได้เห็นต้นไม้ริมถนน ได้สัมผัสอากาศภายนอก เป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายและทำให้เราได้สังเกตโลกภายนอกมากขึ้นกว่าการนั่งอยู่ในรถยนต์ที่ปิดทึบค่ะ แถมยังช่วยลดมลภาวะและประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วยนะ เป็นกิจกรรมที่ win-win ทั้งต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อมเลยค่ะ

ออกกำลังกายกลางแจ้ง: เพิ่มพลังงานให้ร่างกาย

แทนที่จะไปออกกำลังกายในยิมที่ปิดทึบ ลองเปลี่ยนมาออกกำลังกายกลางแจ้งดูสิคะ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในสวนสาธารณะ โยคะริมทะเล หรือแค่การเดินเร็วๆ รอบหมู่บ้าน ก็ช่วยให้เราได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งดีต่อกระดูกและอารมณ์ของเรามากๆ เลยค่ะ ฉันเองเป็นคนชอบวิ่งมากค่ะ และจะรู้สึกดีเป็นพิเศษเวลาได้วิ่งตอนเช้าตรู่ในสวนสาธารณะ ที่มีลมเย็นๆ พัดมาปะทะตัว แสงแดดยามเช้าส่องผ่านต้นไม้ และได้ยินเสียงนกร้อง มันเป็นการเริ่มต้นวันที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะจินตนาการได้เลยค่ะ การออกกำลังกายกลางแจ้งไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยให้จิตใจเราแจ่มใส และรู้สึกมีพลังงานเต็มเปี่ยมไปตลอดทั้งวันเลยค่ะ

พลังแห่งการสังเกต: เรียนรู้จากความเรียบง่ายของธรรมชาติ

ธรรมชาติรอบตัวเรานั้นมีบทเรียนมากมายให้เราได้เรียนรู้เสมอค่ะ เพียงแค่เราลองหยุดพักจากความเร่งรีบ แล้วใช้เวลาสังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวดูสิคะ เราจะพบว่าความเรียบง่ายของธรรมชาตินี่แหละคือครูที่ดีที่สุดที่สอนให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีความสุขได้ ฉันเคยมีช่วงที่รู้สึกว่าชีวิตมันซับซ้อนและยุ่งเหยิงไปหมด แต่พอได้ลองไปนั่งดูต้นไม้ ดูดอกไม้ที่กำลังผลิดอกออกใบอย่างช้าๆ มันทำให้ฉันเข้าใจเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติล้วนแล้วแต่มีวัฏจักรของมัน มีขึ้นมีลง มีเกิดมีดับ เหมือนกับชีวิตคนเรานี่แหละค่ะ การที่เราได้สังเกตความงดงามและความเรียบง่ายของธรรมชาติ ทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง และเข้าใจชีวิตมากขึ้น เป็นเหมือนกับการได้เชื่อมโยงกับปัญญาอันยิ่งใหญ่ของจักรวาลเลยก็ว่าได้

เฝ้ามองการเติบโต: บทเรียนจากเมล็ดพันธุ์

เคยลองปลูกต้นไม้จากเมล็ดพันธุ์ไหมคะ การได้เฝ้ามองเมล็ดเล็กๆ ค่อยๆ งอกออกมาเป็นต้นกล้า แล้วเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาและผลผลิต มันเป็นกระบวนการที่มหัศจรรย์มากๆ เลยค่ะ และเป็นบทเรียนที่ดีเยี่ยมที่สอนให้เราเห็นถึงความอดทน ความพยายาม และความหวัง ฉันเคยลองปลูกพริกในกระถางเล็กๆ ตอนแรกก็คิดว่ามันจะโตไหมนะ แต่พอได้รดน้ำพรวนดินทุกวัน เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ จนมันออกดอกออกผลให้ได้เห็นจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมใจมากๆ เลยค่ะ บทเรียนจากการเฝ้ามองการเติบโตของต้นไม้นี้สอนให้ฉันรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องผ่านกระบวนการ และต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ถึงจะเติบโตงอกงามได้

ฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน: วงจรชีวิตที่สอนเรา

ประเทศไทยของเรามี 3 ฤดูที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนใช่ไหมคะ การได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราสามารถเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้ค่ะ ในฤดูร้อน เราได้เห็นดอกไม้บานสะพรั่ง ในฤดูฝน เราได้เห็นความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า และในฤดูหนาว เราได้สัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สอนให้เรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร และเราควรจะเรียนรู้ที่จะปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เหมือนกับชีวิตของเราที่ต้องเจอทั้งช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่ยากลำบาก การได้สังเกตวัฏจักรของธรรมชาติทำให้เราเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ และทำให้เราสามารถรับมือกับมันได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น

Advertisement

อนาคตที่ยั่งยืน: จิตวิทยาเชิงนิเวศกับการใช้ชีวิตอย่างมีสติ

เมื่อเราเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างตัวเรากับธรรมชาติแล้ว เราก็จะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาโลกใบนี้มากขึ้นค่ะ จิตวิทยาเชิงนิเวศไม่เพียงแค่ช่วยเยียวยาจิตใจของเราเท่านั้น แต่มันยังส่งเสริมให้เรามีจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นอีกด้วย เพราะเมื่อเรามองว่าธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา การทำร้ายธรรมชาติก็เหมือนกับการทำร้ายตัวเราเอง ฉันเชื่อว่าถ้าทุกคนหันมาใส่ใจและเชื่อมโยงกับธรรมชาติมากขึ้น โลกของเราก็จะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ การใช้ชีวิตอย่างมีสติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยค่ะ แค่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวเราเอง ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้แล้ว

รักษาโลกของเรา: เมื่อเราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา การที่เราดูแลรักษาโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้พลาสติก การประหยัดพลังงาน หรือการแยกขยะ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยต่อโลกใบนี้ค่ะ ฉันเองพยายามที่จะลดปริมาณขยะในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด พกถุงผ้าไปจ่ายตลาด พกแก้วน้ำส่วนตัวไปซื้อกาแฟ หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำสิ่งเหล่านี้อาจจะดูเล็กน้อย แต่ถ้าทุกคนช่วยกัน มันก็จะส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนค่ะ เพราะโลกใบนี้เป็นบ้านของเราทุกคน และเราต้องช่วยกันดูแลรักษาให้มันสวยงามและยั่งยืนสำหรับลูกหลานของเราต่อไป

แบ่งปันความสุขสีเขียว: ชวนคนที่คุณรักมาสัมผัส

เมื่อเราได้สัมผัสกับความสุขและความสงบจากธรรมชาติแล้ว ก็อย่าลืมที่จะแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ เหล่านี้ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะคะ ชวนเพื่อนๆ ชวนครอบครัว ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ ไปเที่ยวป่าเขา หรือแค่ชวนกันมาปลูกต้นไม้ในบ้าน การได้ใช้เวลาร่วมกันในธรรมชาติจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจร่วมกันได้ค่ะ ฉันเองชอบที่จะชวนคุณแม่ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะตอนเช้าๆ เพราะนอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันอย่างมีความสุขในบรรยากาศที่สดชื่นอีกด้วย การแบ่งปันความสุขสีเขียวนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คนที่เรารักมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษ์ธรรมชาติให้กับพวกเขาอีกด้วยค่ะ

กิจกรรมเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ประโยชน์ที่ได้รับ ตัวอย่างการทำในชีวิตประจำวัน
เดินเล่นในสวนสาธารณะ ผ่อนคลาย, ลดความเครียด, ออกกำลังกายเบาๆ หลังเลิกงานแวะสวนลุมพินี/สวนจตุจักร, เดินเล่นยามเช้าในสวนใกล้บ้าน
ปลูกต้นไม้ในบ้าน/ระเบียง สร้างความสดชื่น, ฟอกอากาศ, เพิ่มความสุขจากการดูแล วางต้นไม้เล็กๆ บนโต๊ะทำงาน, จัดสวนระเบียงคอนโด
การอาบป่า (Forest Bathing) ลดฮอร์โมนความเครียด, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, สงบจิตใจ หาโอกาสไปเดินป่าในอุทยานแห่งชาติ, เข้าคอร์สอาบป่า
ทานอาหารกลางแจ้ง รับแสงแดด, สูดอากาศบริสุทธิ์, เปลี่ยนบรรยากาศ ทานข้าวเช้าที่ระเบียง, ปิกนิกในสวนสาธารณะ
สังเกตธรรมชาติ ฝึกสติ, เรียนรู้จากวัฏจักรชีวิต, ค้นพบความงาม ดูนก, สังเกตการเติบโตของต้นไม้, มองเมฆบนฟ้า

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่รักสุขภาพใจทุกคน! ช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกว่าชีวิตในเมืองมันเร่งรีบ วุ่นวาย จนบางทีเราก็ลืมหายใจ หรือรู้สึกเหมือนแบตเตอรี่ในตัวกำลังจะหมดลงใช่ไหมคะ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ที่บางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยล้าจนอยากจะหนีไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเงียบๆ สักพัก พักหลังมานี้ฉันได้ลองศึกษาเรื่อง “จิตวิทยาเชิงนิเวศ” หรือ Ecopsychology แล้วบอกเลยว่ามันเปิดโลกมากๆ เลยค่ะ มันไม่ใช่แค่การไปเดินป่าเล่นๆ นะคะ แต่มันคือการที่เราได้เรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับธรรมชาติอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูจิตใจและร่างกายของเราให้กลับมาสดชื่น มีพลัง และมีความสุขมากขึ้น ฉันเองสัมผัสได้เลยว่าหลังจากที่ได้ลองปรับใช้หลักการนี้ในชีวิตประจำวัน ความเครียดลดลงไปเยอะมาก และรู้สึกสงบสุขในใจมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาในสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือแค่เปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติเข้ามาในห้อง ก็ช่วยให้เราผ่อนคลายได้เยอะเลยค่ะ การที่เราเข้าใจว่าธรรมชาติมีผลต่อสุขภาพจิตของเรามากแค่ไหน มันคือเคล็ดลับความสุขที่หลายคนมองข้ามไปเลยก็ว่าได้ ในยุคที่ทุกอย่างดูจะดิจิทัลไปหมด การกลับมาโอบกอดธรรมชาตินี่แหละคือเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงและเป็นประโยชน์กับชีวิตของเราในระยะยาวแน่นอน ถ้าอยากรู้ว่าจิตวิทยาเชิงนิเวศนี้จะช่วยเปลี่ยนชีวิตคุณให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง มาค่ะ ฉันจะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมแบบหมดเปลือกในบทความนี้กันเลย!

ธรรมชาติบำบัดใจ: ทำไมเราถึงต้องการสายลมและแสงแดด

เพื่อนๆ เคยไหมคะที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักทั้งสัปดาห์ แล้วพอได้ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ต่างจังหวัด หรือแค่ได้เดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน ความรู้สึกเครียดๆ มันก็หายไปเหมือนปลิดทิ้ง ฉันเองก็เป็นแบบนั้นเลยค่ะ และหลังจากที่ได้ศึกษาจิตวิทยาเชิงนิเวศแล้ว ทำให้ฉันเข้าใจเลยว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันมีที่มาที่ไป ไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัวของเราคนเดียว แต่มันคือปฏิกิริยาตามธรรมชาติของมนุษย์เราที่ต้องการการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เชื่อไหมว่าแค่ได้เห็นต้นไม้สีเขียวๆ ก็ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายเราได้แล้วนะ แถมยังช่วยให้สายตาที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์มาทั้งวันได้พักผ่อนอีกด้วย ฉันสังเกตว่าเวลาที่ฉันรู้สึกสมองตื้อๆ คิดงานไม่ออก แค่เดินออกไปที่ระเบียง มองดูต้นไม้ข้างนอก หรือเปิดหน้าต่างรับลมเย็นๆ แค่ไม่กี่นาที สมองก็เริ่มปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์เลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราสามารถนำความมหัศจรรย์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ เราจะมีความสุขและมีพลังในการใช้ชีวิตได้มากขึ้นแค่ไหน

สัมผัสแรกที่เปลี่ยนโลก: อานุภาพของสีเขียว

สีเขียวของต้นไม้นั้นมีผลต่อจิตใจเรามากกว่าที่เราคิดค่ะ นักวิจัยหลายคนบอกว่าสีเขียวช่วยให้เราผ่อนคลาย ลดความดันโลหิต และทำให้เรารู้สึกสงบลงได้ เพื่อนๆ ลองนึกถึงตอนที่กำลังขับรถออกนอกเมือง แล้วได้เห็นทุ่งนาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา หรือป่าไม้ที่เขียวชอุ่มตลอดทาง ความรู้สึกสดชื่น โล่งสบายใจมันเข้ามาทันทีเลยใช่ไหมคะ นั่นแหละค่ะคืออานุภาพของสีเขียวที่ธรรมชาติมอบให้เราอย่างใจดี ฉันเคยมีช่วงที่เครียดมากๆ จนรู้สึกว่าชีวิตมันไม่มีทางออก แต่พอได้ลองไปเดินป่าสั้นๆ ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แค่ได้เห็นมอสสีเขียวเกาะตามต้นไม้ใหญ่ ได้ฟังเสียงน้ำตก ชีวิตมันเหมือนได้รีเซ็ตใหม่หมดเลยค่ะ รู้สึกมีพลังกลับมาอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ

เสียงธรรมชาติบำบัด: ฟังเสียงนกร้องคลายกังวล

นอกเหนือจากภาพที่เห็นแล้ว เสียงจากธรรมชาติก็มีพลังในการบำบัดจิตใจเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกันค่ะ เสียงน้ำไหล เสียงลมพัด เสียงคลื่น หรือแม้แต่เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วในยามเช้า ก็ล้วนแล้วแต่ช่วยให้เราผ่อนคลายและลดความกังวลได้ทั้งนั้นเลยนะคะ ฉันเองมีเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบเปิดคลิปเสียงธรรมชาติก่อนนอนเป็นประจำ เธอบอกว่ามันช่วยให้เธอนอนหลับสบายขึ้นมากๆ จากที่เมื่อก่อนต้องใช้เวลานานกว่าจะหลับได้ เพราะสมองยังคิดเรื่องงานไม่หยุด พอได้ยินเสียงธรรมชาติเบาๆ มันเหมือนสมองได้พักผ่อนตามไปด้วยเลยค่ะ บางทีเราอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไกลๆ แค่เปิดหน้าต่างบ้านรับเสียงนกร้องจากต้นไม้ข้างบ้าน หรือเปิดคลิปเสียงธรรมชาติที่เราชอบ ก็ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้เราได้ง่ายๆ แล้วค่ะ

Advertisement

เชื่อมโยงกับโลกสีเขียว: สัมผัสความสุขเล็กๆ รอบตัว

บางคนอาจจะคิดว่าการจะเชื่อมโยงกับธรรมชาตินี่มันต้องไปเดินป่า ปีนเขา หรือออกต่างจังหวัดเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันใกล้ตัวกว่านั้นเยอะเลยนะคะ! แค่เราลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถดึงพลังจากธรรมชาติเข้ามาเติมเต็มชีวิตเราได้แล้วค่ะ ฉันเองเคยคิดแบบนั้นค่ะว่าต้องมีเวลาเยอะๆ ถึงจะไปซึมซับธรรมชาติได้ แต่พอได้ลองทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ต้องประหลาดใจเลยว่ามันช่วยให้เรามีความสุขและสดชื่นขึ้นได้จริงๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายมากมายเลยค่ะ ลองมองดูรอบๆ ตัวเราสิคะ ต้นไม้เล็กๆ ริมทาง สวนหย่อมหน้าคอนโด หรือแม้แต่กระถางต้นไม้บนโต๊ะทำงาน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เราสามารถเชื่อมโยงด้วยได้ทั้งนั้นเลยค่ะ การเชื่อมโยงกับธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แค่การเปิดรับและสังเกตสิ่งเล็กๆ รอบตัว ก็ทำให้เราได้ความสุขกลับมาเต็มๆ แล้ว

เดินเล่นในสวนสาธารณะ: กิจกรรมง่ายๆ เพื่อใจที่ฟู

สวนสาธารณะนี่แหละค่ะคือปอดของคนเมืองอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสวนลุมพินี สวนจตุจักร หรือสวนรถไฟ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นโอเอซิสที่ให้เราได้หลบหนีความวุ่นวายของเมืองหลวงไปพักผ่อนได้ทั้งนั้น ฉันชอบที่จะใช้เวลาช่วงเย็นๆ หลังเลิกงาน ไปเดินเล่นรอบสวนสาธารณะใกล้บ้าน แค่ได้เห็นผู้คนมาออกกำลังกาย ได้เห็นเด็กๆ วิ่งเล่น ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้าเขียวๆ มันทำให้ใจฟูขึ้นมาทันทีเลยค่ะ บางทีก็แค่ไปนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ใหญ่ ปล่อยให้สายลมพัดผ่านตัวเบาๆ ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากงานก็เหมือนถูกพัดพาหายไปกับลมเลยนะคะ แถมยังได้ออกกำลังกายเบาๆ ไปในตัวอีกด้วย เป็นกิจกรรมที่ได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจเลยทีเดียว

ปลูกต้นไม้ในบ้าน: สร้างโอเอซิสส่วนตัว

ถ้าใครไม่มีเวลาไปสวนสาธารณะบ่อยๆ การปลูกต้นไม้ในบ้านนี่แหละค่ะคือทางออกที่ยอดเยี่ยม! ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้กระถางเล็กๆ บนโต๊ะทำงาน ต้นไม้แขวนริมหน้าต่าง หรือแม้แต่สวนเล็กๆ บนระเบียงคอนโด ก็สามารถสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและผ่อนคลายให้เราได้แล้วค่ะ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่หลงใหลการปลูกต้นไม้ในห้องนอนมากๆ ค่ะ ยิ่งช่วงโควิดที่ต้องอยู่บ้านเยอะๆ การได้ดูแลต้นไม้ รดน้ำ พรวนดิน ทำให้ฉันรู้สึกมีสมาธิมากขึ้น และมีความสุขกับการได้เห็นต้นไม้ที่เราดูแลเติบโตขึ้นทุกวัน ลองคิดดูสิคะว่าเช้าวันหยุด ได้ตื่นมาจิบกาแฟข้างๆ ต้นไม้ที่เราปลูกเอง มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เติมเต็มชีวิตได้ดีมากๆ เลยนะคะ แถมยังช่วยฟอกอากาศในบ้านให้บริสุทธิ์ขึ้นอีกด้วย

생태 심리학적 접근의 이점 관련 이미지 2

เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อใจที่สงบ: ผสานธรรมชาติเข้ากับชีวิตประจำวัน

การนำหลักการของจิตวิทยาเชิงนิเวศมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันนั้นง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องรอวันหยุดยาว ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ก็สามารถทำให้ชีวิตของเรามีความสุขและสงบขึ้นได้แล้วค่ะ สิ่งสำคัญคือการที่เราเปิดใจและตั้งใจที่จะเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัว ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ฉันเองเป็นคนที่ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เกือบทั้งวัน บางทีก็รู้สึกปวดตา ปวดหัว และเครียดง่ายมากๆ แต่พอได้ลองปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การพักสายตาไปมองต้นไม้ข้างนอกหน้าต่างทุกๆ ชั่วโมง หรือการออกไปเดินเล่นรอบๆ ออฟฟิศในช่วงพักเที่ยง แค่นี้ก็ช่วยให้ฉันรู้สึกสดชื่นและมีพลังกลับมาทำงานต่อได้แล้วค่ะ เพื่อนๆ เองก็ลองมองหาวิธีเล็กๆ น้อยๆ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองดูนะคะ รับรองว่ามันจะสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย

มื้อเช้ากับธรรมชาติ: เริ่มต้นวันใหม่แบบสดชื่น

ลองเปลี่ยนบรรยากาศการทานอาหารเช้าดูสิคะ แทนที่จะนั่งทานในห้องสี่เหลี่ยม ลองย้ายไปทานที่ระเบียง หรือถ้ามีสวนเล็กๆ หน้าบ้าน ก็ไปนั่งทานในสวนดูค่ะ แค่ได้นั่งรับแสงแดดยามเช้า สูดอากาศบริสุทธิ์ ฟังเสียงนกร้องเบาๆ มันก็ช่วยให้เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใสและพลังงานเต็มเปี่ยมแล้วค่ะ ฉันเคยลองทำแบบนี้ตอนไปเที่ยวต่างจังหวัดที่พักแบบโฮมสเตย์ที่มีสวนสวยๆ รอบบ้าน แล้วรู้สึกประทับใจมากๆ ค่ะ เพราะมันทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองและธรรมชาติอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนตอนที่อยู่ในเมือง พอได้กลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ฉันก็พยายามหาเวลามานั่งจิบกาแฟที่ระเบียงคอนโดบ่อยขึ้น แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็ช่วยเติมพลังให้ฉันได้ตลอดทั้งวันเลยนะคะ

เวิร์คสเปซสีเขียว: เพิ่ม Productivity ด้วยต้นไม้

โต๊ะทำงานของเราก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยเยอะที่สุดใช่ไหมคะ ลองนำต้นไม้กระถางเล็กๆ น่ารักๆ มาวางไว้บนโต๊ะทำงานดูสิคะ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้อวบน้ำอย่างกระบองเพชร หรือไม้ฟอกอากาศอย่างพลูด่าง ก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นและลดความตึงเครียดให้กับพื้นที่ทำงานของเราได้แล้วค่ะ ฉันเคยอ่านเจอว่าการมีต้นไม้อยู่ในพื้นที่ทำงานช่วยเพิ่มสมาธิและลดความผิดพลาดได้ด้วยนะ ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อค่ะ แต่พอได้ลองเอาต้นไม้มงคลมาวางไว้ข้างๆ จอคอมพิวเตอร์จริงๆ รู้สึกว่าบรรยากาศในการทำงานมันดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ แถมยังช่วยให้สายตาได้พักผ่อนจากการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานๆ ด้วย ลองทำดูนะคะ เวิร์คสเปซสีเขียวๆ ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความสุขขึ้นเยอะเลย

Advertisement

เยียวยาความเครียดด้วยพลังจากป่า: ประโยชน์ที่มากกว่าแค่ความผ่อนคลาย

สำหรับใครที่รู้สึกว่าความเครียดมันสะสมจนเริ่มจะรับไม่ไหวแล้ว หรืออยากจะหาวิธีผ่อนคลายที่ลึกซึ้งกว่าแค่การพักผ่อนทั่วไป ฉันอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองสัมผัสกับพลังบำบัดจากป่าดูสักครั้งค่ะ สิ่งที่เราเรียกว่า “การอาบป่า” หรือ “Forest Bathing” ในภาษาญี่ปุ่น (Shinrin-yoku) มันไม่ใช่แค่การเดินป่าธรรมดาๆ นะคะ แต่มันคือการที่เราตั้งใจที่จะใช้ทุกประสาทสัมผัสของเราเชื่อมโยงกับป่าอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะการสูดกลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ การฟังเสียงลมพัดผ่านใบไม้ การสัมผัสเปลือกไม้หยาบๆ หรือการมองดูแสงแดดที่ลอดผ่านยอดไม้ลงมา การอาบป่าช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดได้อย่างมีนัยสำคัญ แถมยังช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของเราด้วย ฉันเองได้มีโอกาสไปเข้าร่วมกิจกรรมอาบป่าที่จัดขึ้นในป่าใกล้กรุงเทพฯ และบอกเลยว่ามันเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตฉันไปเลยค่ะ ความรู้สึกสงบ สบายใจ และเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมันเติมเต็มหัวใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

สูดอากาศบริสุทธิ์: ล้างพิษทั้งกายและใจ

อากาศในป่านี่แหละค่ะคือยาดีที่สุดที่เราสามารถหามันได้ง่ายๆ จากธรรมชาติ ต้นไม้จะปล่อยสารที่เรียกว่า “ไฟตอนไซด์” (Phytoncides) ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ ช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์นักฆ่าธรรมชาติ (NK cells) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็งและเชื้อโรคต่างๆ ฉันจำได้ว่าตอนที่ไปเดินป่าที่เชียงใหม่ อากาศมันบริสุทธิ์มากๆ จนรู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากอากาศในเมืองหลวงทันทีที่ได้สูดเข้าไปลึกๆ มันเหมือนเป็นการล้างพิษทั้งทางกายและทางใจไปในตัวเลยค่ะ รู้สึกปอดสะอาด สมองโล่ง และร่างกายก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ลองหาโอกาสไปเดินป่าใกล้ๆ ดูนะคะ รับรองว่าคุณจะติดใจกับความรู้สึกสดชื่นที่หาไม่ได้จากที่ไหน

การทำสมาธิในธรรมชาติ: ค้นพบความสงบที่แท้จริง

การทำสมาธิในธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เราเข้าถึงความสงบภายในได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ แทนที่จะนั่งสมาธิในห้องเงียบๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งสมาธิใต้ต้นไม้ใหญ่ริมธารน้ำ หรือบนโขดหินกลางป่าดูสิคะ การได้ยินเสียงธรรมชาติรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงน้ำไหล เสียงลมพัด เสียงแมลงต่างๆ จะช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะได้ง่ายขึ้น และทำให้การทำสมาธิของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ฉันเคยลองทำสมาธิแบบเดินจงกรมในสวนสาธารณะตอนเช้าตรู่ แล้วรู้สึกว่าจิตใจมันสงบและนิ่งกว่าการนั่งสมาธิในห้องเยอะเลยค่ะ เพราะเราได้เชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตรอบตัวอย่างแท้จริง เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราค้นพบความสงบที่แท้จริงภายในตัวเองเลยค่ะ

สร้างสมดุลชีวิตในเมือง: เมื่อธรรมชาติคือส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเอง

การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ทำให้เราต้องเผชิญกับความเครียดและมลภาวะมากมายในแต่ละวันใช่ไหมคะ แต่ใครจะรู้ว่าเราสามารถสร้างสมดุลให้กับชีวิตได้ง่ายๆ ด้วยการนำธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองในทุกๆ วันค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพกาย แต่รวมถึงสุขภาพจิตใจของเราด้วย การที่เราตระหนักว่าธรรมชาติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรา เหมือนกับการกินอาหารที่มีประโยชน์หรือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ มันคือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของตัวเราเอง ฉันเองก็เคยติดอยู่กับความคิดที่ว่าต้องทำงานให้หนัก ต้องแข่งขันตลอดเวลา จนบางครั้งก็ลืมที่จะดูแลตัวเองไปเลยค่ะ แต่พอได้มาเรียนรู้เรื่องจิตวิทยาเชิงนิเวศนี้ ทำให้ฉันเปลี่ยนมุมมองไปเลยว่าการได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติบ้าง ไม่ได้เป็นการเสียเวลาเลย แต่มันคือการเติมพลังให้กับชีวิตต่างหากค่ะ

การเดินทางด้วยจักรยาน: สัมผัสลมธรรมชาติระหว่างทาง

ลองเปลี่ยนวิธีการเดินทางจากรถยนต์หรือรถไฟฟ้า มาเป็นการปั่นจักรยานในบางโอกาสดูสิคะ นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังได้สัมผัสกับลมธรรมชาติที่พัดผ่านตัวระหว่างทางอีกด้วย มันเป็นความรู้สึกที่สดชื่นมากๆ เลยค่ะ ฉันเองชอบที่จะปั่นจักรยานไปตลาดใกล้บ้านในวันหยุด แทนที่จะขับรถยนต์ไป เพราะมันทำให้ฉันได้เห็นสิ่งต่างๆ ระหว่างทาง ได้เห็นต้นไม้ริมถนน ได้สัมผัสอากาศภายนอก เป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายและทำให้เราได้สังเกตโลกภายนอกมากขึ้นกว่าการนั่งอยู่ในรถยนต์ที่ปิดทึบค่ะ แถมยังช่วยลดมลภาวะและประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วยนะ เป็นกิจกรรมที่ win-win ทั้งต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อมเลยค่ะ

ออกกำลังกายกลางแจ้ง: เพิ่มพลังงานให้ร่างกาย

แทนที่จะไปออกกำลังกายในยิมที่ปิดทึบ ลองเปลี่ยนมาออกกำลังกายกลางแจ้งดูสิคะ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในสวนสาธารณะ โยคะริมทะเล หรือแค่การเดินเร็วๆ รอบหมู่บ้าน ก็ช่วยให้เราได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งดีต่อกระดูกและอารมณ์ของเรามากๆ เลยค่ะ ฉันเองเป็นคนชอบวิ่งมากค่ะ และจะรู้สึกดีเป็นพิเศษเวลาได้วิ่งตอนเช้าตรู่ในสวนสาธารณะ ที่มีลมเย็นๆ พัดมาปะทะตัว แสงแดดยามเช้าส่องผ่านต้นไม้ และได้ยินเสียงนกร้อง มันเป็นการเริ่มต้นวันที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะจินตนาการได้เลยค่ะ การออกกำลังกายกลางแจ้งไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยให้จิตใจเราแจ่มใส และรู้สึกมีพลังงานเต็มเปี่ยมไปตลอดทั้งวันเลยค่ะ

Advertisement

พลังแห่งการสังเกต: เรียนรู้จากความเรียบง่ายของธรรมชาติ

ธรรมชาติรอบตัวเรานั้นมีบทเรียนมากมายให้เราได้เรียนรู้เสมอค่ะ เพียงแค่เราลองหยุดพักจากความเร่งรีบ แล้วใช้เวลาสังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวดูสิคะ เราจะพบว่าความเรียบง่ายของธรรมชาตินี่แหละคือครูที่ดีที่สุดที่สอนให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีความสุขได้ ฉันเคยมีช่วงที่รู้สึกว่าชีวิตมันซับซ้อนและยุ่งเหยิงไปหมด แต่พอได้ลองไปนั่งดูต้นไม้ ดูดอกไม้ที่กำลังผลิดอกออกใบอย่างช้าๆ มันทำให้ฉันเข้าใจเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติล้วนแล้วแต่มีวัฏจักรของมัน มีขึ้นมีลง มีเกิดมีดับ เหมือนกับชีวิตคนเรานี่แหละค่ะ การที่เราได้สังเกตความงดงามและความเรียบง่ายของธรรมชาติ ทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง และเข้าใจชีวิตมากขึ้น เป็นเหมือนกับการได้เชื่อมโยงกับปัญญาอันยิ่งใหญ่ของจักรวาลเลยก็ว่าได้

เฝ้ามองการเติบโต: บทเรียนจากเมล็ดพันธุ์

เคยลองปลูกต้นไม้จากเมล็ดพันธุ์ไหมคะ การได้เฝ้ามองเมล็ดเล็กๆ ค่อยๆ งอกออกมาเป็นต้นกล้า แล้วเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาและผลผลิต มันเป็นกระบวนการที่มหัศจรรย์มากๆ เลยค่ะ และเป็นบทเรียนที่ดีเยี่ยมที่สอนให้เราเห็นถึงความอดทน ความพยายาม และความหวัง ฉันเคยลองปลูกพริกในกระถางเล็กๆ ตอนแรกก็คิดว่ามันจะโตไหมนะ แต่พอได้รดน้ำพรวนดินทุกวัน เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ จนมันออกดอกออกผลให้ได้เห็นจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมใจมากๆ เลยค่ะ บทเรียนจากการเฝ้ามองการเติบโตของต้นไม้นี้สอนให้ฉันรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องผ่านกระบวนการ และต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ถึงจะเติบโตงอกงามได้

ฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน: วงจรชีวิตที่สอนเรา

ประเทศไทยของเรามี 3 ฤดูที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนใช่ไหมคะ การได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราสามารถเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้ค่ะ ในฤดูร้อน เราได้เห็นดอกไม้บานสะพรั่ง ในฤดูฝน เราได้เห็นความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า และในฤดูหนาว เราได้สัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สอนให้เรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร และเราควรจะเรียนรู้ที่จะปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เหมือนกับชีวิตของเราที่ต้องเจอทั้งช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่ยากลำบาก การได้สังเกตวัฏจักรของธรรมชาติทำให้เราเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ และทำให้เราสามารถรับมือกับมันได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น

อนาคตที่ยั่งยืน: จิตวิทยาเชิงนิเวศกับการใช้ชีวิตอย่างมีสติ

เมื่อเราเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างตัวเรากับธรรมชาติแล้ว เราก็จะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาโลกใบนี้มากขึ้นค่ะ จิตวิทยาเชิงนิเวศไม่เพียงแค่ช่วยเยียวยาจิตใจของเราเท่านั้น แต่มันยังส่งเสริมให้เรามีจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นอีกด้วย เพราะเมื่อเรามองว่าธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา การทำร้ายธรรมชาติก็เหมือนกับการทำร้ายตัวเราเอง ฉันเชื่อว่าถ้าทุกคนหันมาใส่ใจและเชื่อมโยงกับธรรมชาติมากขึ้น โลกของเราก็จะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ การใช้ชีวิตอย่างมีสติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยค่ะ แค่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวเราเอง ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้แล้ว

รักษาโลกของเรา: เมื่อเราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา การที่เราดูแลรักษาโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้พลาสติก การประหยัดพลังงาน หรือการแยกขยะ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยต่อโลกใบนี้ค่ะ ฉันเองพยายามที่จะลดปริมาณขยะในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด พกถุงผ้าไปจ่ายตลาด พกแก้วน้ำส่วนตัวไปซื้อกาแฟ หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำสิ่งเหล่านี้อาจจะดูเล็กน้อย แต่ถ้าทุกคนช่วยกัน มันก็จะส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนค่ะ เพราะโลกใบนี้เป็นบ้านของเราทุกคน และเราต้องช่วยกันดูแลรักษาให้มันสวยงามและยั่งยืนสำหรับลูกหลานของเราต่อไป

แบ่งปันความสุขสีเขียว: ชวนคนที่คุณรักมาสัมผัส

เมื่อเราได้สัมผัสกับความสุขและความสงบจากธรรมชาติแล้ว ก็อย่าลืมที่จะแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ เหล่านี้ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะคะ ชวนเพื่อนๆ ชวนครอบครัว ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ ไปเที่ยวป่าเขา หรือแค่ชวนกันมาปลูกต้นไม้ในบ้าน การได้ใช้เวลาร่วมกันในธรรมชาติจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจร่วมกันได้ค่ะ ฉันเองชอบที่จะชวนคุณแม่ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะตอนเช้าๆ เพราะนอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันอย่างมีความสุขในบรรยากาศที่สดชื่นอีกด้วย การแบ่งปันความสุขสีเขียวนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คนที่เรารักมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษ์ธรรมชาติให้กับพวกเขาอีกด้วยค่ะ

กิจกรรมเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ประโยชน์ที่ได้รับ ตัวอย่างการทำในชีวิตประจำวัน
เดินเล่นในสวนสาธารณะ ผ่อนคลาย, ลดความเครียด, ออกกำลังกายเบาๆ หลังเลิกงานแวะสวนลุมพินี/สวนจตุจักร, เดินเล่นยามเช้าในสวนใกล้บ้าน
ปลูกต้นไม้ในบ้าน/ระเบียง สร้างความสดชื่น, ฟอกอากาศ, เพิ่มความสุขจากการดูแล วางต้นไม้เล็กๆ บนโต๊ะทำงาน, จัดสวนระเบียงคอนโด
การอาบป่า (Forest Bathing) ลดฮอร์โมนความเครียด, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, สงบจิตใจ หาโอกาสไปเดินป่าในอุทยานแห่งชาติ, เข้าคอร์สอาบป่า
ทานอาหารกลางแจ้ง รับแสงแดด, สูดอากาศบริสุทธิ์, เปลี่ยนบรรยากาศ ทานข้าวเช้าที่ระเบียง, ปิกนิกในสวนสาธารณะ
สังเกตธรรมชาติ ฝึกสติ, เรียนรู้จากวัฏจักรชีวิต, ค้นพบความงาม ดูนก, สังเกตการเติบโตของต้นไม้, มองเมฆบนฟ้า
Advertisement

글을 마치며

เพื่อนๆ คะ ฉันหวังว่าบทความเกี่ยวกับจิตวิทยาเชิงนิเวศในวันนี้ จะทำให้ทุกคนได้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพใจและกายของเรานะคะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันเองก็ได้เรียนรู้และสัมผัสมาด้วยตัวเองเลยว่า การที่เราได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการมองต้นไม้ใบหญ้า หรือการได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ มันช่วยเติมเต็มพลังงานชีวิตให้เราได้อย่างมหาศาลจริงๆ ค่ะ อย่ารอช้าที่จะเปิดใจให้ธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคุณนะคะ เพราะมันไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่คือวิถีแห่งความสุขที่ยั่งยืน และเป็นของขวัญล้ำค่าที่เราสามารถมอบให้กับตัวเองได้ทุกวันค่ะ ฉันขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับโลกสีเขียวของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ

알아두면 쓸모 있는 정보

1. การเดินเล่นในสวนสาธารณะเพียง 20 นาทีต่อวัน มีผลช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดและเพิ่มอารมณ์เชิงบวกในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน ทำให้เรารู้สึกสดชื่นและมีพลังมากขึ้นค่ะ

2. การนำต้นไม้เล็กๆ มาประดับไว้ในพื้นที่ทำงานไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสวยงาม แต่ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มสมาธิ ลดความผิดพลาดในการทำงาน และทำให้เรารู้สึกพึงพอใจกับงานที่ทำได้มากขึ้นถึง 15% เลยนะคะ

3. เสียงจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเสียงน้ำไหลริน เสียงลมพัดผ่านใบไม้ หรือเสียงนกร้อง มีอานุภาพในการบำบัดอย่างเหลือเชื่อ เพราะมีผลต่อการทำงานของสมองโดยตรง ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและลดความกังวลในจิตใจได้อย่างดีเยี่ยม

4. การตื่นมารับแสงแดดยามเช้าเป็นประจำ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมวิตามินดีให้กับร่างกาย แต่ยังช่วยปรับสมดุลนาฬิกาชีวภาพภายใน ทำให้เรานอนหลับได้สนิทและมีคุณภาพดีขึ้น ลดความเสี่ยงของอาการซึมเศร้าได้อีกด้วยค่ะ

5. สารไฟตอนไซด์ (Phytoncides) ที่ต้นไม้ปล่อยออกมาสู่บรรยากาศรอบๆ ตัวเรานั้นมีประโยชน์มากๆ ค่ะ เพราะมันช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกัน NK cell ในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็งและปกป้องร่างกายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย

Advertisement

สำคัญที่สุดที่อยากให้จดจำ

สิ่งที่เราได้เรียนรู้กันมาตลอดในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “จิตวิทยาเชิงนิเวศ” ที่ฟังดูเป็นวิชาการนะคะ แต่เป็นเรื่องของ “ความสุขและความสงบในใจ” ที่เราทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ ด้วยการเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัวเรา ฉันเองสัมผัสได้เลยว่าการที่เราเปิดใจรับธรรมชาติเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาในสวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้ในบ้าน หรือแม้แต่แค่สังเกตเมฆบนท้องฟ้า มันช่วยเยียวยาจิตใจที่เหนื่อยล้าจากความวุ่นวายของชีวิตในเมืองได้จริงๆ ค่ะ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การดูแลธรรมชาติก็เหมือนกับการดูแลตัวเราเอง โลกใบนี้คือบ้านของเราทุกคน มาร่วมสร้างสมดุลให้กับชีวิตและโลกของเราด้วยพลังจากธรรมชาตินะคะ เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวเราได้เลยวันนี้ แล้วคุณจะพบว่าความสุขอยู่รอบตัวเราเสมอค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: จิตวิทยาเชิงนิเวศคืออะไรกันแน่คะ แล้วทำไมช่วงนี้คนถึงให้ความสนใจกันเยอะจัง?

ตอบ: สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ที่รัก! หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “จิตวิทยาเชิงนิเวศ” หรือ Ecopsychology กันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่อาจจะยังสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ ฉันขออธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ เลยค่ะว่า จิตวิทยาเชิงนิเวศเนี่ย มันคือแนวคิดที่เชื่อว่าสุขภาพจิตใจและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์เรา มันเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างแยกกันไม่ออกเลยค่ะ พูดง่ายๆ คือการที่เราได้กลับไปเชื่อมโยงกับโลกธรรมชาติอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา ทะเล หรือแม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าเล็กๆ รอบตัวเราเนี่ย มันมีพลังในการเยียวยาจิตใจและร่างกายของเราได้จริงๆ นะคะ ช่วงนี้ที่คนหันมาสนใจกันเยอะมาก ก็เพราะว่าโลกยุคใหม่ของเรามันเร่งรีบและเต็มไปด้วยความตึงเครียดใช่มั้ยคะ เราใช้เวลาอยู่หน้าจอเยอะขึ้น อยู่ในพื้นที่ปิดมากขึ้น จนหลายคนเริ่มรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างในชีวิตไป สิ่งนั้นก็คือ “ธรรมชาติ” นั่นเองค่ะ พอเราได้กลับไปสัมผัสธรรมชาติ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน มันเหมือนได้เติมแบตเตอรี่ให้ตัวเอง ได้สงบ ได้ผ่อนคลาย ความเครียดที่สะสมมาก็ลดลง แถมยังช่วยให้เรามองโลกในแง่ดีขึ้นด้วยค่ะ ฉันเองหลังจากที่ลองศึกษาและปรับใช้ ก็รู้สึกเลยว่าชีวิตมันมีความสุขขึ้นเยอะมากจริงๆ

ถาม: ถ้าเราอยู่แต่ในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ หรือตามคอนโดมิเนียม จะนำหลักจิตวิทยาเชิงนิเวศมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้างคะ?

ตอบ: เข้าใจเลยค่ะ! เพราะฉันเองก็เป็นหนึ่งในชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมเหมือนกัน แรกๆ ก็คิดว่า เฮ้อ…จะไปหาธรรมชาติจากไหนมาเชื่อมโยงล่ะเนี่ย แต่พอได้ลองปรับเปลี่ยนมุมมองและลงมือทำจริงๆ มันง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ สำหรับชาวเมืองอย่างเราๆ นะคะ ไม่จำเป็นต้องออกไปเดินป่าฝ่าดงเสมอไปค่ะ แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ รอบตัว เช่น ลองจัดมุมเล็กๆ ในห้องให้มีต้นไม้สีเขียวสวยๆ สักต้นสองต้น หรือจะปลูกผักสวนครัวเล็กๆ ริมระเบียงก็ได้ค่ะ การได้รดน้ำต้นไม้ ได้มองดูการเติบโตของมัน มันช่วยให้ใจเราสงบลงได้จริงๆ นะคะ หรือบางทีแค่เปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติเข้ามาในห้อง ได้ยินเสียงนกร้องแว่วๆ ก็ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้มากแล้วค่ะ อีกวิธีที่ฉันชอบทำก็คือการหาเวลาเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน อย่างสวนลุมพินี สวนเบญจกิติ หรือสวนรถไฟสัก 15-30 นาที ทุกวันให้ได้ค่ะ แค่ได้เดินบนสนามหญ้า มองดูต้นไม้ใหญ่ๆ ผู้คนและสัตว์ต่างๆ มันทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ และลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงได้เยอะเลยค่ะ หรือจะลองนั่งจิบกาแฟริมหน้าต่าง มองวิวต้นไม้ใบหญ้าข้างนอกก็ได้เหมือนกันค่ะ

ถาม: มีกิจกรรมอะไรบ้างที่สามารถช่วยให้เราเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้ง่ายๆ เพื่อฟื้นฟูจิตใจคะ อยากลองทำดูบ้าง?

ตอบ: โอ๊ยยย! คำถามนี้โดนใจสุดๆ เลยค่ะ! เพราะฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบหากิจกรรมง่ายๆ สบายๆ ทำเพื่อเติมพลังให้ตัวเองตลอดเวลาเลยค่ะ กิจกรรมที่ช่วยให้เราเชื่อมโยงกับธรรมชาติและฟื้นฟูจิตใจได้ดีมากๆ เลยนะคะ อย่างแรกเลยคือ “การอาบป่า” ค่ะ หรือที่เราเรียกว่า Shinrin-yoku ในภาษาญี่ปุ่นนั่นแหละค่ะ ไม่ได้หมายถึงไปอาบน้ำในป่านะคะ แต่คือการที่เราใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างตั้งใจ สัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรา ไม่ว่าจะการได้ยินเสียงลมพัด ได้กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ ได้มองสีเขียวสบายตา หรือแม้แต่การสัมผัสเปลือกไม้ roughๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราผ่อนคลายและลดฮอร์โมนความเครียดได้จริงๆ ค่ะ ถ้าไปป่าไม่ได้ ก็ลองไปสวนสาธารณะแล้วแค่ “นั่งดูเฉยๆ” ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่นั่งมองใบไม้ปลิวไหว ฟังเสียงน้ำไหล ถ้ามีบ่อน้ำนะคะ หรืออีกกิจกรรมที่ฉันชอบมากคือการ “เดินเท้าเปล่าบนพื้นดินหรือสนามหญ้า” ค่ะ รู้สึกถึงความเย็น ความนุ่มของหญ้า มันเหมือนได้ปลดปล่อยพลังงานลบๆ ออกไปจากตัวเราเลยค่ะ หรือจะลองปลูกต้นไม้เล็กๆ ในกระถาง ทำสวนจิ๋วในบ้านก็ได้นะคะ การได้ดูแลชีวิตเล็กๆ พวกนี้ มันทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมีความสุขที่ได้เห็นการเติบโตของมันค่ะ ลองดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าธรรมชาติบำบัดใจเราได้ดีแค่ไหน

📚 อ้างอิง